TKP HEADLINE

Showing posts with label 05.วัฒนธรรม. Show all posts
Showing posts with label 05.วัฒนธรรม. Show all posts

ประเพณีบุญบั้งไฟ ตำบลหัวฝาย



ประเพณีบุญบั้งไฟ

ที่ตั้ง หมู่ที่ 6,12 ตำบลหัวฝาย อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่

ประวัติความเป็นมาของบุญบั้งไฟ


ประเพณีบุญบั้งไฟ เป็นประเพณีหนึ่งของภาคอีสานของไทยรวมไปถึงลาวโดยมีตำนานมาจากนิทานพื้นบ้านของภาคอีสานเรื่องพระยาคันคากเรื่องผาแดงนางไอ่ในนิทางพื้นบ้านดังกล่าวได้กล่าวถึงการที่ชาวบ้านได้จัดงานบุญบั้งไฟขึ้นเพื่อเป็นการบูชาพระยาแถนหรือเทพวัสสกาลเทพบุตรซึ่งชาวบ้านมีความเชื่อว่าพระยาแถนมีหน้าที่คอยดูแลให้ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาลและมีความชื่นชอบไฟเป็นอย่างมากหากหมู่บ้านใดไม่จัดทำการจัดงานบุญบั้งไฟบูชาฝนก็จะไม่ตกถูกต้องตามฤดูกาลอาจก่อให้เกิดภัยพิบัติกับหมู่บ้านได้ช่วงเวลาของประเพณีบุญบั้งไฟคือเดือนหกหรือพฤษภาคมของทุกปี ...รายละเอียดเพิ่มเติม

ประเพณีไหว้สาพระธาตุไข่หอย วัดร่องกาศใต้ หมู่ที่ 5 ตำบลร่องกาศ


พระธาตุไข่หอย วัดร่องกาศใต้ หมู่ที่ 5 ตำบลร่องกาศเล่าสืบกันมาหลายชั่วอายุคน "พระธาตุไข่หอย" พบครั้งแรกโดย "ครูบาออย" มีลักษณะเป็นเม็ดกลมๆ สีเขียวปนส้ม รวมกันหลายๆ เม็ด ...รายละเอียดเพิ่มเติม

วันตักบาตรเทโว วันทำบุญตักบาตรในเทศกาลวันออกพรรษา ตำบลร่องกาศ

วันตักบาตรเทโว เป็นวันทำบุญตักบาตรในเทศกาลวันออกพรรษา ตามความเชื่อของพุทธศาสนิกชนตำบลร่องกาศ ว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์หลังจากเทศนาอภิธรรมปิฎกโปรดพุทธมารดา ซึ่งจะปฏิบัติสืบต่อกันมาทุกปี...รายละเอียดเพิ่มเติม

วัดบ่อแก้วนิมิต ตำบลไทรย้อย




วัดบ่อแก้วนิมิต ตำบลไทรย้อย
พระครูไพศาลรัตนกิจ เจ้าอาวาสวัดบ่อแก้ว ต.ไทรย้อย อ.เด่นชัย จ.แพร่ เจริญพรว่า วัดบ่อแก้วนิมิต อยู่ในท้องที่หมู่ 8 ต.ไทรย้อย ในท้องที่ อ.เด่นชัย มีเขตติดต่อ ทิศเหนือ ติดกับ ต.เด่นชัย ด้านทิศใต้ ติดกับ ต.ห้วยไร่ และจ.อุตรดิตถ์ ทิศตะวันตก ติดกับ อ.ลอง และ อ.วังชิ้น มีจำนวนหมู่บ้าน 3 หมู่ คือ หมู่ 4, 8 และ 10 อยู่ที่
ต.ไทรย้อย อ.เด่นชัย เป็นวัดที่กำลังเริ่มสร้างวัตถุสถาน และเป็นที่ประดิษฐานของพระหยกขาวบ่อแก้ว และพระพุทธโกศัย องค์จำลอง
ในปีนี้ 2562 นี้วัดบ่อแก้วนิมิต ไม่ได้รับกฐิน ทางกรรมการจึงได้ประชุม และได้มีมติว่า ปีนี้จะทำสลากภัตขึ้น เพื่อจะได้หารายได้จัดทำกำแพงวัด เพราะ ณ ตอนนี้ กำแพงทรุดจากน้ำจากลม แตกเสียหายมาก เพื่อจะได้หาทุน จึงจัดการต๋านสลากภัตขึ้น ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2562 เพื่อจะได้นำปัจจัยมาก่อสร้าง และกำลังหาเจ้าภาพร่วมในครั้งนี้ ตามจิตศรัทธา หรือจะทำบุญ 1 ล็อค 5,000 บาท จะใส่ชื่อติดกับกำแพงวัดด้วย และหาทุนจัดสร้างกำแพงจนแล้วเสร็จตามวัตถุประสงค์ ทางวัดบ่อแก้วนิมิต จึงขอเชิญชวนพุทธศานิกชนได้ร่วมทำบุญตานสลากภัตกับวัดบ่อแก้วนิมิต ตามวันดังกล่าวได้

วัดไทรย้อย หมู่ 2 ตำบลไทรย้อย อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่




วัดไทรย้อย
ผู้ให้ข้อมูล นางศรีนวล ก๊กไม้ ผู้ใหญ่บ้านไทรย้อย ม.2 ต.ไทรย้อย อ.เด่นชัย จ.แพร่ โทรศัพท์ 0871731417
เก้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ วัดไทรย้อย ต.ไทรย้อย อ.เด่นชัย จ.แพร่ เส้นทางแห่งศรัทธาครั้งนี้ขอนำท่านขึ้นเหนือถิ่นล้านนาไปยังวัดไทรย้อย ต.ไทรย้อย อ.เด่นชัย จ.แพร่ หรือที่รู้จักกันว่าคือวัดครูบาชัยมงคล ชยฺธมฺโม พระเกจิอาจารย์ผู้สืบสานศาสตร์โบราณล้านนาและสายวิชาปะฐะมะสิทธิ หากเดินทางโดยเส้นทางสายพิษณุโลก ผ่านอุตรดิตถ์ เมื่อถึงสามแยกเด่นชัยให้เลี้ยวซ้ายไปอีกประมาณ 6 กิโลเมตรถึงตำบลไทรย้อย อ.เด่นชัย จ.แพร่ ถิ่นกำเหนิดเสาชิงช้า หน้าโบสถ์พราหมณ์ กรุงเทพฯ วัดไทรย้อยจะอยู่ทางด้านซ้ายมือ เก้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ วัดไทรย้อย ต.ไทรย้อย อ.เด่นชัย จ.แพร่ ที่จะขอโอกาสแนะนำให้ท่านไปกราบไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคลและขอพรให้บังเกิดให้สัมฤทธิ์ผล ได้แก่
 1.หลวงพ่อพระพุทธองค์ดำ นาลันทา สร้างในครั้งฉลองพุทธชยันตี ปี พ.ศ.2555 โดยครูบาชัยมงคล ได้เดินทางไปสักการะหลวงพ่อพระพุทธองค์ดำ ที่นาลันทา อินเดีย และขออนุญาตสร้างขนาดเท่าองค์จริง โดยใช้หินอินเดีย แกะสลักโดยช่างชาวอินเดียที่ประเทศอินเดียแล้วส่งมาไทยทางเครื่องบิน น้ำหนักองค์ร่วม 3 ตัน ปัจจุบันประดิษฐานในวิหารหลวงพ่อพระพุทธองค์ดำ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่มีผู้ศรัทธามาขอพรให้สุขภาพดี หายจากการเจ็บไข้และขอให้ธุรกิจการงานเจริญรุ่งเรืองอยู่เสมอ
2.พระเขี้ยวแก้วศิริชัยยะมุนี พระพุทธปฏิประธานในอุโบสถวัดไทรย้อย แกะสลักอย่างงดงามด้วยหินหยกขาว ผู้คนศรัทธามาขอพรให้บันดาลโชคลาภ วาสนา บารมี ดวงตาเห็นธรรม
3.พระบรมธาตุ เป็นพระบรมธาตุที่ได้รับจากคุณลุงทองดี หรรษคุณารมณ์ เป็นพระธาตุที่เสด็จมาโดยปาฏิหาริย์ทั้งหมด และยังเป็นพระบรมธาตุที่มีสัณฐานพิเศษนอกตำรามีขนาดใหญ่กว่าพระบรมธาตุทั่วไปที่สำคัญคือมีกลิ่นหอมของเทวดาหรือกลิ่นหอมอันเป็นทิพย์ ซึ่งคุณลุงทองดีอธิบายว่าเทวดาท่านมาสรงของทิพย์บูชาพระบรมธาตุ 4.รอยพระพุทธบาท จำลอง ศิลปอินเดีย แกะสลักจากหินแกรนิต ประดิษฐานบนยอดเขาวัดไทรย้อย พุทธศาสนิกชนกราบไหว้รำลึกถึงพุทธคุณแห่งพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอพุทธานุภาพอำนวยอวยชัยให้อยู่เย็นเป็นสุข
5. พ่อครูโพมินข่อง ครูบาชัยมงคลได้ให้ช่างปั้นรูปเหมือนพ่อครูโพมินข่องให้เสร็จภายใน ๒๔ ชั่วโมง เพื่อเป็นคติว่า สำเร็จทันใจเป็นคติที่สิบเนื่องจากการสร้างพระพุทธรูปให้เสร็จภายในหนึ่งวัน จึงได้เรียกกันว่า หลวงพ่อทันใจหรือพระทันใจ แต่ครั้งนี้เป็นการสร้างพ่อครูโพมินข่องผู้ทรงอภิญญาให้เสร็จภายในหนึ่งวัน จากคตินี้ถือว่า เมื่อพ่อครูองค์นี้สำเร็จขึ้นมาจะมีอำนาจในการบันดาลโชคลาภให้ทันใจแก่ผู้มาสักการะบูชาได้อย่างน่าอัศจรรย์ 6.บรมครูปู่หมอชีวกโกมารภัจน์ แกะสลักจากหินเขียวอินเดีย ขนาดหน้าตัก 30 นิ้ว ผู้ศรัทธามาบูชากราบไหว้ขอพรเพื่อให้มีสุขภาพพลานามัยแข็งแรง หายเจ็บหายจน ด้านหน้าจะมีอ่างน้ำมนต์ที่ครูบาชัยมงคล อัญเชิญบารมีบรมครูปู่หมอชีวกฯ ทำน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ไว้
7.เทพทันใจ หรือมหานัทโปตะอ่องโป๊ะโป๊ะจี คำจำกัดความง่าย ๆ ที่คนไทยชอบ บนได้ไหว้รับ ทันอกทันใจ8.พระชัยหลังช้าง พิเศษคือช้างนี้เป็นช้างเอราวัณ หรือช้างสามเศียร ผู้บูชาอธิษฐานขอชัยชนะ พิชิตมาร 9.รูปเหมือนหลวงปู่ครูบาเจ้าแสนใจ(แสนชัย) ตามประวัติกล่าวว่าท่านเป็นอมตะเถราจารย์ผู้ทรงอภิญญาบารมีที่ดำรงค์ขันธ์มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ผ่านสมัยอยุธยา ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ครูบาชัยมงคล นับถือท่านเป็นครูบาอาจารย์อาวุโล สอบถามเพิ่มเติมได้ที่วัดไทรย้อย ต.ไทรย้อย อ.เด่นชัย จ.แพร่ โทร 054-661063 / 098 758 4067 / 094 930 9355

ห้องศิลป์นิรันดร ตำบลปงป่าหวาย





ผู้ก่อตั้ง : นายนิรันดร์  ปัญญามูล
เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านทัศน์ศิลป์สำหรับเด็กและเยาวชน ประชาชนทั่วไปหลายสาขาอาชีพที่ต้องการเรียนรู้ด้านงานศิลปะ หรือต้องการเพิ่มพูนความรู้ เพื่อใช้ในการเสริมอาชีพที่ทำอยู่ และนำไปสร้างรายได้เสริม อีกทั้งหอศิลป์นิรันดรแห่งนี้ยังมีกิจกรรมฝึกสอนวาดภาพและระบายสีให้แก่ผู้ที่สนใจโดยไม่เสียค่างใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น มีลูกศิษย์กว่า 300 คน ที่เข้ามาเรียนรู้และฝึกฝนฝีมือในงานศิลปะ ห้องศิลป์นิรันดรก่อตั้งในปี พ.ศ.2550 ตั้งอยู่ในเลขที่บ้าน 99 หมู่ที่ 6 ตำบลปงป่าหวาย อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ มีแหล่งแสดงและเรียนรู้ศิลปะ 3 โซน นั่นก็คือ ศูนย์การเรียนรู้ภูมิปัญญาไทย (ด้านจิตรกรรม) เป็นสถานที่รวบรวมผลงานภาพจิตกรรมต่างๆ ของอาจารย์นิรันดร์ ปัญญามูล ที่จัดแสดงไว้ ไม่ว่าจะเป็น ใต้ร่มพระบารมีด้วยเทคนิคสีน้ำมันบนผ้าใบ ขนาด 80x100 เซนติเมตร ภาพพระนางเจ้าสิริกิจพระบรม ราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 วาดเมื่อ ปี 2550นอกจากนี้ยังมีภาพเกี่ยวกับวิถีชีวิตของคนชนบทภาคเหนือของไทยในอดีตที่สร้างชื่อเสียงให้กับอาจารย์นิรันดร์ ปัญญามูล จัดแสดงไว้อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาพ ย้อนอดีตวิถีชีวิตชนบทล้านนาด้วยเทคนิดสีอะคริลิคบนผ้าใบ และยังมีภาพ ย้อนอดีตวิถีชีวิตชนบทล้านนา 1ภาพ ย้อนอดีตวิถีชีวิตชนบทล้านนา 2ภาพ ย้อนอดีตวิถีชีวิตชนบทล้านนา 3ภาพ ย้อนอดีตวิถีชีวิตชนบทล้านนา 4และภาพ ย้อนอดีตวิถีชีวิตชนบทล้านนา ประเพณีปี๋ใหม่เมืองเป็นต้น

โซนที่ 2 เป็นศิลปะที่จัดแสดงอยู่ทางด้านชั้น 2 ของตัวบ้านอาจารย์นิรันดร์ ปัญญามูล ในโซนนี้จะเป็นสถานที่จัดแสดงผลงานของศิลปินต่างประเทศที่อาจารย์ได้รวบรวมสะสมไว้กว่า 20 ปี มาจัดแสดงอยู่ในโซนนี้ อีกทั้งยังมีโล่รางวัล เกียรติบัตรเชิดชูผลงานของอาจารย์มาจัดแสดงไว้อีกด้วย

โซนสุดท้าย โซนที่ 3 เป็นสถานที่ที่อาจารย์นิรันดร์ ปัญญามูล และลูกศิษย์สร้างผลงานศิลปะ ทั้งในการวาดภาพ ลงสี และยังเป็นสถานที่ฝึกปฏิบัติจริงให้แก่ลูกศิษย์หรือผู้ที่สนใจในงานศิลปะ เข้ามาเรียนรู้และลงมือทำงานศิลปะ มีลูกศิษย์ที่เข้ามาเรียนรู้แล้วกว่า 300 คน โดยอาจารย์นิรันดร์ ปัญญามูล เป็นคนลงมือสอนด้วยตัวเอง ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น อีกทั้งยังสามารถนำผลงานศิลปะที่ตนเองทำ นำกลับไปได้อีกด้วย

ประเพณีสืบชะตา

ประเพณีสืบชะตา - ประเพณีสืบชะตา หรือสืบชาตา เป็นพิธีกรรมที่ชาวล้านนานิยมทำในโอกาสต่างๆ เพื่อต่อดวงชะตาหรือต่ออายุให้ยืนยาว มุ่งหวังมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ มีความเจริญรุ่งเรือง และเพื่อความเป็นสิริมงคล พิธีสืบชะตาเป็นพิธีใหญ่ที่ต้องอาศัยคนและเครื่องประกอบพิธีจำนวนมากพิธีหนึ่ง ชาวบ้านอาจทำพิธีนี้โดยเฉพาะหรือจัดร่วมกับพิธีอื่นๆ ก็ได้ และอาจจัดขึ้นเพื่อสืบชะตาให้แก่คนทั้งฆราวาสหรือภิกษุ หรือหมู่บ้าน เมือง แม้กระทั่งยุ้งข้าวหรือเหมืองฝายก็ได้ แต่ต้องจัดขึ้นเพื่อสืบชะตาสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพียงอย่างเดียว การสืบชะตาแต่ละสิ่งอาจมีพิธีกรรมที่แตกต่างกันออกไปบ้าง ซึ่งประเพณีการสืบชะตาแสดงให้เห็นถึงการผสมผสานกันระหว่างความเชื่อในศาสนาพุทธ ฮินดู หรือพราหมณ์ และเรื่องผีสางเทวดา ประเพณีสืบชะตาไม่เพียงปรากฏแพร่หลายในภาคเหนือของไทยเท่านั้น แต่ยังพบได้ในสังคมของคนไทยใหญ่ ยอง และเขิน บริเวณรัฐฉานของพม่า รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ละว้าในตอนเหนือของไทยด้วย

อ่านเพิ่มเติม



พิพิธภัณฑ์สุวรรณหอคำ





พิพิธภัณฑ์สุวรรณหอคำ
ก่อตั้งโดยพระอาจารย์มนตรี ธมมเมธี เจ้าอาวาสวัดพระธาตุสุโทนมงคลคีรีฯ พระเกจิอาจารย์ชื่อดังของจังหวัดแพร่ และเป็นพระนักพัฒนาที่สำคัญรูปหนึ่ง พิพิธภัณฑ์สุวรณหอคำ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2528 เป็นการก่อสร้างตามแบบของศิลปกรรมล้านนา ทรงกาแล นำเอาไม้บ้านเรือนเก่า ซึ่งเป็นไม้สักทองที่ผ่านการปลูกสร้างบ้านมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 ปี โดยได้รับการอนุเคราะห์ช่วยเหลือบริจาคซื้อเรือนเก่าในเขต อ.เด่นชัย อ.สอง จ.แพร่ จำนวน 14 หลัง จำนวนเสา 101 ต้น  สำหรับปัจจัยที่ใช้ในการก่อสร้าง  ทางวัดได้รับการช่วยเหลือจากบรรดาลูกศิษย์ของวัด ทั้งพ่อค้า ประชาชน ข้าราชการ และภาคเอกชนทั่วไปทั้งในจังหวัดแพร่และที่อื่น ๆ  
วัตถุประสงค์ในการก่อตั้ง "พิพิธภัณฑ์สุวรรณหอคำ" เพื่อเป็นการอนุรักษ์ภาพเก่าของเจ้าผู้ครองนครเมืองแพร่ และเจ้าเมืองฝ่ายเหนือ  เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ระลึกถึงคุณความดีของบรรพบุรุษและจะได้เป็นเครื่องเตือนใจความรักหวงแหนแผ่นดินไทย  เพื่อเป็นการอนุรักษ์ศิลปล้านนาไทยและวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีมาแต่โบราณ เป็นการอนุรักษ์ดนตรีไทยภาคกลาง ดนตรีล้านนา และส่งเสริมกระตุ้นเตือนให้เยาวชนสนใจศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น อันเป็นเอกลักษณ์และมรดกอันล้ำค่าประจำชาติมากยิ่งขึ้น 
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ใช้เป็นสถานที่รวบรวมและตั้งแสดงโบราณวัตถุของล้านนาไทย ทั้งของจังหวัดแพร่และจังหวัดในภาคเหนือ อาทิ รูปภาพเจ้านายฝ่ายเหนือ วัตถุโบราณ เครื่องศาสตราวุธ ฉลองพระองค์ของเจ้านายฝ่ายเหนือ คัมภีร์กฎหมายมังรายศาสตร์ ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับแรกของเมืองแพร่อันว่าด้วยการปกครองและการพิจารณาคดีความต่าง ๆ  

หลวงพ่อแสนแซ่ วัดเด่นชัย

                                     



                                                
                                              หลวงพ่อแสนแซ่ วัดเด่นชัย
หลวงพ่อแสนแซ่ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ คู่บ้านคู่เมืองของชาวอำเภอเด่นชัย จ.แพร่
ประวัติ
หลวงพ่อแสนแซ่ เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ โดยมีอายุราว 1,000 ปี หรือ 4 แผ่นดิน สร้างขึ้นโดยช่างศิลป์สมัยเชียงแสน เป็นพระนั่งขัดสมาธิ ปางมารวิชัย ที่นามว่าพระแสนแซ่เพราะพระพุทธรูปองค์นี้หล่อเป็นชิ้นๆแล้วมาประกอบเข้าด้วยกันเวลาประกอบจะใช้แซ่หรือสลักสอดไว้ให้กระชับแน่นมั่นคงทั้งนี้เพื่อง่ายต่อการเคลื่อนย้าย โดยเชื่อกันว่าใครได้มากราบไหว้พระเจ้าแสนแซ่จะประสบแต่ความสุขสวัสดี มีโชค มีลาภ ผู้ที่มาขอพร ก็ได้ดังที่หวัง จึงทำให้พระเจ้าแสนแซ่เป็นที่เคารพสักการบูชาของชาวอำเภอเด่นชัย คู่บ้านคู่เมืองของชาวอำเภอเด่นชัย จ.แพร่ เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ น้ำหนัก ๒๗๕ กิโลกรัม หน้าตักกว้าง ๓๒ นิ้ว สูงถึงโมลี ๔๒ นิ้ว เป็นพระประทับนั่งขัดสมาธิ ปางมารวิชัย ศิลปะสมัยเชียงแสนสิงห์ ๑ องค์พร ที่เรียกว่า หลวงพ่อแสนแซ่ หรือ พระแสนแซ่ เพราะพระพุทธรูปองค์นี้ หล่อเป็นชิ้นๆ แล้วนำมาประกอบกัน โดยใช้ "แซ่" หรือ สลัก สอดใส่ให้มั่นคง ทั้งนี้เพื่อง่ายต่อการเคลื่อนย้าย เมื่อยามมีศึกสงครามมาประชิดเมือง หรือเมื่อจวนตัวข้าศึก ชาวบ้านจะช่วยกันถอดพระพุทธรูปองค์นี้ออกเป็นชิ้นๆ แล้วบรรจุลงลังไม้ อัญเชิญหนีออกจากเมือง เพื่อไม่ให้ศัตรูยึดเอาพระพุทธรูปไปได้
ใน พ.ศ.๒๔๕๗ หลวงตาอ้น เจ้าอาวาสวัดเด่นชัย พร้อมด้วย นายสี ตันเหลง มัคคทายกวัดและเหล่าทายกทายิกาทั้งหลายได้ประชุมปรึกษาหารือแสวงหาพระประธานมาประจำวัด ได้ทราบข่าวว่า มีพระพุทธรูปงามองค์หนึ่ง ประดิษฐานอยู่ที่ศาลาวัดพระบาทอ.เมืองจ.แพร่จึงพร้อมใจกันขอเช่าด้วยราคา๒๕๐บาทแต่จะเป็นด้วย ปาฏิหาริย์ หรือเหตุใดไม่ปรากฏ บังเกิดฝนตกหนักในวันนั้น เกิดความชุ่มเย็น อากาศแจ่มใส แปลกกว่าวันที่ผ่านมาปรากฏให้เห็นเป็นที่อัศจรรย์ใจท่านพระครูพุทธวงษาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดแพร่ เห็นเหตุการณ์เช่นนั้น ประจวบกับวัดเด่นชัยไม่มีพระประธาน จึงมอบให้โดยไม่คิดมูลค่าแต่ประการใด เมื่อได้รับมอบเรียบร้อยแล้ว จึงได้อาราธนาขึ้นเกวียน มาตามถนนหลวง และอันเชิญขึ้นประดิษฐานไว้ ณ วัดเด่นชัย นับแต่นั้นเป็นต้นมา ตราบเท่าปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังปรากฏเรื่องเล่าลือ ถึงความศักดิ์สิทธิ์ และปาฏิหาริย์ต่างๆ นานา โดยชาวบ้านในละแวกเมืองแพร่ ให้ความเคารพนับถือกันมาก เชื่อว่า ใครได้มากราบไหว้ก็จะประสบแต่ความสุขสวัสดี มีโชค มีลาภ ใครมาขอพร ก็จะได้ดังความหวังทุกประการ

กศน.ตำบลร้องเข็ม ประเพณียี่เป็ง

ประเพณียี่เป็ง

ประเพณียี่เป็ง หรือประเพณีเดือนยี่ เป็นประพณีเก่าแก่ของล้านนาที่ถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๔ ในสมัยอาณาจักรหริภุญชัยได้มีประเพณีเดือนยี่และทำพิธีลอยโขมดแล้ว (มณี พยอมยงค์, ๒๕๔๗, หน้า ๒๓๕; สงวน โชติสุขรัตน์, ๒๕๑๑, หน้า ๑๑๕) ในเวลาค่ำคืนของวันเพ็ญเดือนยี่ มีการจัดแต่งเครื่องสักการบูชาใส่กระทง จุดธูปเทียนและนำปล่อยลงในน้ำ แสงไฟจะกระทบกับน้ำ เกิดเป็นเงาขึ้นวับๆ แวมๆ มองเห็นเป็นเสมือนแสงพะเนียงไฟผีโขมด ซึ่งผีโขมดนี้ เป็นชื่อเรียกผีป่า ที่ออกหากินในเวลากลางคืน มีพะเนียงไฟมองเห็นเป็นระยะอย่างผีกระสือ ชาวล้านนาจึงเรียกว่า ลอยโขมด


กศน.ตำบลร้องกวาง เลี้ยงผีปู่ย่า

เลี้ยงผีปู่ผีย่า

ประเพณีเลี้ยงผีปู่​ ผีย่า​ เก๊าเฮือน

หมู่ที่ 13 บ้านร้องกวาง เพื่อความเป็นสิริ​มงคลจัดเป็นประจำทุกปีใน​เดือน 6​ แรม 12​ ค​่ำ ตามปฎิทิน​ล้านนา





ประเพณีตั้งธรรมเดือนยี่เป็ง


การตั้งธรรมเดือนยี่เป็ง
           การตั้งธรรมเดือนยี่เป็ง เป็นพิธีกรรมที่บรรพบุรุษของชาวภาคเหนือได้สั่งสมความรู้ศิลปะ วิทยาการ สาขาต่าง ๆ ตลอดจนสร้างวัฒนธรรมที่มีความเป็นเอกลักษณ์ ของตนเอง คือวัฒนธรรมล้านนา ดังนั้น วัฒนธรรมนี้จึงเป็นวัฒนธรรม ที่มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวภาคเหนือมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งในด้านที่เกี่ยวกับ ภาษา วรรณกรรม ดนตรี นาฏศิลป์  ศรัทธาความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณี ซึ่งแม้ว่าในปัจจุบันจะมีการรับวัฒนธรรมอื่นๆ เข้ามาใช้มากขึ้นแต่ชาวเหนือส่วนใหญ่ยังคงดำเนินชีวิต โดยยึดถือและปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมพื้นบ้านล้านนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของประเพณี พื้นบ้านกันอย่างแพร่หลาย

            การตั้งธรรมเดือนยี่เป็ง เป็นประเพณีพื้นบ้านอีกประเพณีหนึ่ง ที่ชาวเด่นชัยให้ความสำคัญและปฏิบัติกันมาเป็นประจำทุกปี ชื่อประเพณี “การตั้งธรรมเดือนยี่เป็ง”เป็นคำที่นิยมเรียกกันในอดีต แต่ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปเป็นนิยมเรียกว่า “การฟังธรรมเดือนยี่เป็ง” หรือ “การเทศน์มหาชาติ”

เดือนยี่ของชาวเหนือจึงเป็นเดือนสิบสองของภาคกลาง ส่วนคำว่า    “ เป็ง ” เป็นคำในภาษาคำเมืองหมายถึง พระจันทร์เต็มดวง ดังนั้นวัน    “ ยี่เป็ง ” จึงหมายถึงวันพระจันทร์เต็มดวงในเดือนยี่ หรือเดือน     สิบสองของภาคกลาง ซึ่งก็คือวันลอยกระทง ที่เป็นวันที่รู้จักกันโดยทั่วไป

                        การตั้งธรรม ตามความหมายคือการนิมนต์ พระภิกษุสงฆ์ ให้แสดงธรรมเทศนาเพื่อที่จะอบรม สั่งสอน กล่อมเกลาจิตใจชาวบ้านที่เป็นพุทธศาสนิกชน ให้เป็นคนดีโดยธรรมะที่นำมาแสดงธรรมเทศนานั้น จะมีหลายเรื่องแล้วแต่ผู้นิมนต์จะกำหนด หรือพระสงฆ์เห็นสมควรว่าจะแสดงธรรมะในเรื่องใด สำหรับการตั้งธรรมเดือนยี่เป็งของชาวเด่นชัยนั้น เป็นการแสดงเทศน์มหาชาติ ซึ่งเป็นชาดกชาติสุดท้ายก่อนจะตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้า ซึ่งในการเทศน์นี้จะแบ่งกัณฑ์เทศน์ออกเป็น 13 ผูก หรือ 13 กัณฑ์ ดังนี้

ผูกที่ 1 กัณฑ์ทศพร   ผูกที่ 2 กัณฑ์หิมพานต์

ผูกที่ 3 กัณฑ์ทานกัณฑ์  ผูกที่ 4 กัณฑ์วนปเวศน์

ผูกที่ 5 กัณฑ์ชูชก  ผูกที่ 6 กัณฑ์จุลพน

ผูกที่ 7 กัณฑ์มหาพน  ผูกที่ 8 กัณฑ์กุมาร

ผูกที่ 9 กัณฑ์มัทรี ผูกที่ 10 กัณฑ์สัตกบรรพ

ผูกที่ 11 กัณฑ์มหาราช  ผูกที่ 12 กัณฑ์ฉกษัตริย์

ผูกที่ 13 กัณฑ์นครกัณฑ์

คำว่า “ ผูก ” เป็นการเรียกคัมภีร์ธรรมะ ที่เขียนบนใบลานแล้วรวมมัดด้วยเชือกเป็นเรื่อง ๆ แต่ละเรื่องที่รวมกันเรียกว่า “ 1 ผูก ”

                         กัณฑ์เทศน์ และตั้งกัณฑ์เทศน์ โดยดำเนินการเหมือนกับกัณฑ์แรก การฟังธรรมเดือนยี่เป็งในช่วงวันแรกอาจฟังในช่วงเช้าถึงบ่าย เมื่อจบผูกแล้วและเวลาสมควรวัดจะหยุดพักให้ชาวบ้านไปประกอบกิจการงานอื่น กัณฑ์ที่เหลือจะทำในวันต่อไป และหยุดในช่วงบ่ายเช่นกัน จนถึงวันยี่เป็งหรือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนสิบสองนั้น จะฟังธรรมผูกที่เหลืออยู่ตั้งแต่เช้าจนถึงผูกที่ 13 ซึ่งอาจจะจบในค่อนรุ่งของอีกวันหนึ่ง

                การตั้งธรรมจะเริ่มประมาณวันขึ้น 13 ค่ำ ซึ่งแต่ละวัดอาจกำหนดวันเริ่มต่างกัน บางวัดอาจเริ่มก่อนนี้หรือหลังจากนี้ โดยในตอนเช้ามีการทำบุญตักบาตร หลังจากนั้นจึงจะเริ่มต้นเทศน์มหาชาติโดย จะจัดขึ้นในวิหาร ผู้เริ่มดำเนินพิธี คือผู้ที่ชาวบ้านนับถือและผ่านการบวชเรียนมาแล้วเรียกว่าอาจารย์ จะเป็นผู้นิมนต์พระสงฆ์ หรือ สามเณรที่ทางวัดกำหนดเป็นองค์เทศน์ขึ้นธรรมมาสน์  ธรรมมาสน์ ซึ่งเป็นอาสนสงฆ์ที่สร้างอย่างงดงาม ชาวบ้าน หรือครอบครัวใดที่เป็นเจ้าของกัณฑ์เทศน์ จัดตั้งกัณฑ์เทศน์ไว้ต่อหน้าธรรมมาสน์ แล้วจุดธูปเทียนบูชากัณฑ์ โดยเฉพาะเทียนหรือว่าชาวบ้านเรียกว่า สีผึ้ง นั้นให้จุดครบตามจำนวนเท่ากับคาถาประจำผูก   นั้น ๆ ซึ่งแต่ละผูกจะมีคาถาไม่เท่ากัน หลังจากนั้นอาจารย์นิมนต์พระสงฆ์เทศน์โดยเริ่มตั้งแต่ กัณฑ์ทศพร และเมื่อเทศน์จบ แต่ละกัณฑ์ชาวบ้านที่เป็นเจ้าของกัณฑ์กราบและถวายกัณฑ์เทศน์ ในขณะที่ด้านนอกของวิหารจะมี การจุดประทัด และตีกลองปูจา เป็นการบอกให้ทราบว่าเทศน์จบผูกแล้ว เจ้าของธรรมผูกต่อไปจัดเตรียมการฟังธรรมเดือนยี่เป็งนั้น ชาวบ้านที่มาฟังธรรมนอกจากผู้ที่เป็นเจ้าของธรรม แต่ละผูก ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ฟังจนจบผูกของตนแล้ว  คนอื่น ๆ ที่ว่างหรือคนแก่คนเฒ่าก็มาฟังร่วมกัน เมื่อเหนื่อยอยากพักผ่อนก็กลับไปนอนที่บ้านได้ หลังจากนั้นจึงกลับมาฟังใหม่ แต่อาจมีบางคนที่ฟังตลอดครบ 13 กัณฑ์ โดยมีความเชื่อว่าถ้าฟังครบทั้งหมดในคราวเดียวกัน จะทำให้ได้รับบุญกุศลมากเมื่อตายไปจะได้ไปเกิดในชาติภพที่ดีหรือ ได้ไปเกิดในยุคของพระศรีอารยเมตรัย

               ส่วนชาวบ้านนอกจากจะได้ฟังธรรมะซึ่งเป็นการกล่อมเกลา จิตใจแล้ว การที่ต้องจัดเตรียมกัณฑ์เทศน์ การไปร่วมฟังธรรมะทำให้เกิดการรวมกลุ่ม สร้างความสามัคคีให้คนในหมู่บ้านเป็นอย่างดี ปัจจุบันการตั้งธรรมเดือนยี่ ยังคงปฏิบัติสืบเนื่องมา แต่กลุ่มคนที่ไปร่วมฟังส่วนใหญ่จะเป็น คนแก่คนเฒ่ามากกว่าเป็นวัยรุ่นหนุ่มสาว ทั้งนี้เนื่องจากในช่วงเวลาการฟังธรรมดังกล่าวส่วนใหญ่ไม่ตรงกับวันหยุด   การเทศน์มหาชาติ ในปัจจุบันนิยมทำให้เสร็จใน 1 วัน 1 คืน จึงทำให้หนุ่มสาวติดภารกิจการทำงานไม่สามารถไปฟังได้ ดังนั้นประเพณีการฟังธรรมเดือนยี่จึงไม่คึกคักเช่นในอดีต แต่ก็ยังเป็นประเพณีที่ชาวอำเภอเด่นชัยทุกหมู่บ้านต้องทำกันต่อไป ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสนใจและศรัทธาความเชื่อในศาสนาจึงเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะช่วยกันสืบทอด ประเพณีนี้สืบไป

พิธีตานสลากภัตรเด่นชัย


 การกิ๋นสลาก เป็นประเพณีที่มีมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลได้มีการปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงรุ่นคุณปู่-ย่า  ตา-ยาย  พ่อ-แม่ และลูกหลานในปัจจุบัน เรื่องมีอยู่ว่ามีนางยักษิณีตนหนึ่งมักจะเบียดเบียน ผู้คนอยู่เสมอ ครั้นได้ฟังธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว นางก็บังเกิดความเลื่อมใสศรัทธานิสัยใจคอที่โหดร้ายก็กลับเป็นผู้เอื้ออารีแก่คนทั่วไปจนผู้คนต่างพากันซาบซึ้งในมิตรไมตรีของนางยักษิณีตนนั้น ถึงกับนำสิ่งของมาแบ่งปันให้ แต่เนื่องจากสิ่งของที่ได้รับมีจำนวนมาก นางยักษิณีจึงนำสิ่งของเหล่านั้นมาทำเป็นสลากภัต แล้วให้พระสงฆ์ สามเณร จับสลากด้วยหลักอุปโลกนกรรม คือสิ่งของที่ถวาย มีทั้งของของมีราคามากและมีราคาน้อยแตกต่างกันไปตามแต่โชคของผู้ได้รับ การถวายแบบจับสลากของนางยักษิณีจึงนับเป็นครั้งแรกของประเพณีทำบุญสลากภัตในพุทธศาสนา

               ชาวตำบลเด่นชัยนิยมปฏิบัติกันตั้งแต่เดือน 12  เหนือถึงเดือนยี่เหนือ หรือตั้งแต่เดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคมของทุกปี  สาเหตุที่ถือปฏิบัติกันเช่นนี้ก็เพราะว่า เป็นช่วงที่ชาวบ้านได้ทำนากันเสร็จแล้ว หยุดพักผ่อน  พระสงฆ์ก็จำพรรษาอยู่วัดไม่ได้ไปไหนและบวกกับในช่วงเวลานี้ก็มีผลไม้สุก เช่น ลำไย มะไฟ  ส้มโอ เป็นต้น  เมื่อต้นข้าวในนาเริ่มเขียวขจี  ชาวนาที่มีฐานะไม่ค่อยดี  การดำรงชีวิตก็เริ่มขัดสน เมื่อข้าวในยุ้งหมดก่อนฤดูกาล เก็บเกี่ยวจะมาถึง ดังนั้นการตานก๋วยสลากในช่วงนี้จึงเท่ากับว่าได้สงเคราะห์คนยากคนจนเป็นสังฆทานได้กุศลแรง

             ก่อนจะถึงวันตานก๋วยสลาก 1 วันเขาเรียก "วันดา" หรือ "วันสุกดิบ"วันนี้จะเป็นวันที่ชาวบ้านได้จัดเตรียมข้าวของไม่ว่าจะเป็นของกินหรือของใช้ต่างๆ สำหรับที่จะนำมาจัดดาใส่ก๋วยสลากและวันนี้มักจะมีญาติสนิทมิตรสหายที่อยู่ต่างบ้านมาร่วมจัดดาสลากด้วย ซึ่งถือเป็นประเพณีที่จะได้ทำบุญร่วมกัน  ผู้ชายจะเป็นคนสานก๋วยสลาก (ตะกร้า) สำหรับที่จะบรรจุใส่ของกินของใช้ต่างๆ ก๋วยจะกรุด้วยใบตอง  เมื่อรวบปากก๋วยมัดเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะมีไม้ไผ่เหลาเป็นก้านเล็กๆ สำหรับเสียบสตางค์/กล่องไม้ขีดไฟ/บุหรี่ เพื่อทำเป็นยอดก๋วยสลากจะมากน้อยบ้างตามแก่กำลังศรัทธาและฐานะ







                   ต้นสลากมักทำเป็นต้นสลากที่สูงใหญ่สำหรับที่จะนำเอาวัตถุสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆผูกมัดติดกับต้นสลากเช่น ผ้าห่ม ที่นอน หมอน หม้อนึ่ง ไหข้าว หม้อแกง ถ้วย ชาม ช้อน ร่ม เครื่องนุ่งห่ม อาหาร แห้งต่างๆ และเงินที่เป็นธนบัตรชนิดต่างๆ   ต้นสลากจะมีการประดับตกแต่งให้สวยงามกว่าสลากธรรมดา

                    ก่อนที่จะนำเอาก๋วยสลากไปรวมกันที่วัด ต้องเขียนเส้นสลากเสียก่อน ตัวอย่างเช่น  “ศรัทธาหมายมีนายมั่งมี  ศรีสุข  ถวายตานไปหาพ่ออุ้ยทอง  แม่อุ้ยคำ  ผู้ล่วงลับ ขอหื้อไปรอด ไปเถิงจิ่มเต่อ” เป็นต้น

                    ในสมัยก่อนนั้นจะนำเอาใบลานมาทำเป็นเส้นสลาก แต่ปัจจุบันจะเขียนลงบนแผ่นกระดาษ เมื่อนำเอาก๋วยสลากไปรวมกันไว้ที่วัดแล้วเส้นสลากก็จะถูกนำไปกองรวมกัน ไว้ในวิหารหน้าพระประธานเมื่อเสร็จพิธีกรรมทางศาสนาแล้วเส้นสลากจะถูกนำมาแบ่งสันปันส่วนกันไปในหมู่ของพระสงฆ์ที่ได้นิมนต์มาจากวัดต่างๆ รูปละ 5 เส้น 10 เส้นบ้างแล้วแต่กรณีส่วนหนึ่งจะถูกแบ่งให้วัดที่เป็นเจ้าภาพก่อนจะถึงเวลาเพล พระสงฆ์ก็จะนำเอาเส้นสลากไปอ่าน โดยเริ่มจากเจ้าอาวาสก่อนจะมีการเรียกชื่อหาเจ้าของสลากนั้นๆ ว่านั่งอยู่ที่ใด เมื่อพบแล้วจะมีการให้ศีลให้พรมีการหยาดน้ำอุทิศ ส่วนบุญกุศลไปให้กับผู้ที่ล่วงลับเป็นเสร็จพิธี

พิธีสืบชะตา

พิธีสืบชะตา
            การสืบชะตา คือ การต่ออายุ เป็นพิธีกรรมที่กระทำตามความเชื่อว่า ถ้าทำแล้วอาการป่วย หรือเคราะห์ร้ายจะบรรเทาลง และจะมีสุขภาพดีขึ้น มีความสุข ความเจริญยิ่งขึ้น  การได้ทำพิธีกรรมตามความเชื่อ ทำให้ผู้เข้าพิธีมีความรู้สึกดีขึ้น มีกำลังใจ และความเชื่อมั่นว่าตนจะสามารถแก้ปัญหาชีวิตได้ และสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนได้ต่อไป

          ช่วงเวลา การสืบชะตาคน มักกระทำในวันสำคัญของบุคคล เช่น วันคล้ายวันเกิด วันได้รับยศหรือศักดิ์ วันขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น หรือไม่ก็กระทำเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย หรือมีเคราะห์ร้าย การสืบชะตาจึงไม่มีช่วงเวลาที่อิงกับเทศกาล หรือฤดูกาลใดๆ

                การสืบชะตา มักทำในห้องโถง ถ้าทำกับกลุ่มคนจำนวนมาก จะใช้สถานที่กว้างขึ้น เช่น ภายในวิหารวัด หรือสร้างปะรำพิธีขึ้นเป็นพิเศษ ส่วนประกอบสำคัญมีซุ้มที่ทำจากไม้ยาวสามท่อนที่ผูกปลายบนรวมกันเป็นรูปกระโจม บนท่อนไม้มีกล้วยอ้อยผูกติดไว้บนยอดกระโจมมีดอกไม้ธูปเทียน และอื่นๆ ซึ่งอาจแตกต่างกันบ้างตามท้องถิ่นและตามตำราของผู้ประกอบพิธี นอกจากนี้มีสะตวงประจำตัวผู้เข้าพิธีด้วย

                เจ้าพิธีเป็นผู้ดำเนินขั้นตอนด้วยการว่าคาถาหลายบท และบางครั้งให้ผู้เข้าพิธีทำตามคำสั่งด้วย เช่น นำด้ายสายสิญจน์ที่แขวนลงมาจากกระโจม แล้วพันรอบศีรษะ เป็นต้น ถ้าทำกับคนจำนวนมาก จะมีด้ายสายสิญจน์โยงไปทั่วบริเวณและแขวนด้ายลงให้ผู้เข้าพิธีนำไปวนรอบศีรษะของตนเป็นคนๆ ผู้ประกอบพิธีมีทั้งที่เป็นพระภิกษุ และคฤหัสถ์ที่เคยบวชเป็นภิกษุแล้ว

ตักบาตรเทโวโรหณะวัดห้วยกูด



ประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะ ขึ้น 15 เดือน 11 นี้นับเป็นวันที่สำคัญอีกวันหนึ่งในทางพระพุทธศาสนาที่เราชาวพุทธบริษัทมีโอกาสสร้างมหาทานอันยิ่งใหญ่ เราเรียกวันนี้ได้หลาย ชื่อเช่น        วันออกพรรษา วันมหาปวารณา วันพระพุทธเจ้าเปิดโลก วันตักบาตรเทโวโรหณะ ที่เรียกว่าวันออกพรรษานั้น เพราะว่าตามพุทธบัญญัติช่วงวสันตฤตู ทรงบัญญัติให้พระสงฆ์ต้องจำพรรษาเป็นเวลา 3 เดือนเมื่อครบกำหนด 3 เดือนแล้วจึงมีพุทธานุญาตให้ออกพรรษาโดยพระสงฆ์สามารถไปพักค้างแรมที่อื่นได้

              วันมหาปวารณา คือให้โอกาสพระสงฆ์กล่าวตักเตือนซึ่งกันและกันได้ ส่วนฆราวาสก็สามารถนำหลักธรรมนี้ไปใช้ได้เพื่อให้โอกาสการเตือนซึ่งกันและกัน ยังความสมัครสมานสามัคคีมาให้หมู่คณะ   วันพระพุทธเจ้าเปิดโลก คือ หลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงโปรดพุทธมารดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ด้วย

                พระสัตตปกรณาภิธรรม 7 ประการเป็นเวลา 3 เดือนแล้ว ประชุมชนทั้งหลายทูลถามพระโมคคัลลานะว่าพระสมณโคดมจะเสด็จกลับสู่มนุษยโลก เมื่อใดพระโมคัลลานะบอกว่า ขึ้น 15  ค่ำเดือน 11 พระประทีปแก้วจะเสด็จลงมาที่เมืองสังกัสสนคร ประชาชนจึงเตรียมข้าวปลาอาหาร เพื่อมาใส่บาตร พอรุ่งเช้า ขึ้น  15 ค่ำเดือน 11 ประชาชนก็มาใส่บาตร ท่านท้าวโกสีย์ได้บันดาลเนรมิตบันได 3 คือ บันไดเบื้องขวาเป็นทองที่เสด็จของท้าวสักกะ บันไดเบื้องซ้ายเป็นบันไดเงินที่เสด็จของท้าวสหัมบดี  ส่วนตรงกลางเป็นบันไดแก้ว  ที่เสด็จของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้นเมื่อเสด็จมาถึงตรงกลางก็ทรงแสดงปาฏิหาริย์ด้วยยมกปาฏิหาริย์ และทรงเปิดโลกให้มนุษย์ สวรรค์ นรกได้เห็นกันว่าใครทำบุญอะไรแล้วจะได้อะไร ส่วนพิธีตักบาตรเทโวคือ ย่อมาจาก การเสด็จลงมาจาก   เทวโลกให้ประชาชน ใส่บาตรพระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข การตักบาตรในครั้งนั้นมิได้นัดหมายกันมาก่อนเลยต่างคนก็ต่างมาด้วยศรัทธาจึงทำให้คนมามากมาย เมื่อมีมามากทำให้ไม่ถึงบาตรพระภิกษุสงฆ์ จึงเอาข้าวของตนห่อหรือปั้นเป็นก้อน โยนใส่บาตรพระด้วยเหตุนี้ต่อมาภายหลังจึงนิยมทำข้าวต้มลูกโยนใส่บาตรพระในวันเทโวโรหณะ  ในอำเภอเด่นชัยจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี  โดยทำพิธี  ณ  วัดบ้านห้วยกูด  หมู่ที่ 5 ตำบลเด่นชัย  โดยมีพุทธศาสนิกชนร่วมตักบาตรอย่างคับคั่ง

ประเพณีรดน้ำดำหัวปีใหม่เมือง

ประเพณีรดน้ำดำหัวเป็นพิธีต่อเนื่องจากวันสงกรานต์หรือวันขึ้นปีใหม่ของไทย เป็นประเพณีที่ แสดงถึงความเคารพนบน้อบต่อบิดามารดา ผู้ใหญ่ หรือผู้มีพระคุณ เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวที ของผู้น้อยและขอขมาลาโทษที่ผู้น้อยอาจเคยล่วงเกินผู้ใหญ่ อีกทั้งเป็นการขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคล แก่ตนเองตลอดไปตั้งแต่วันแรกของการเริ่มประ เพณีสงกรานต์ จนถึงวันสุดท้ายของสงกรานต์

คำว่ารดน้ำดำหัวเป็นคำพูดของชาวเหนือที่จะไปรดน้ำขอขมา (ขอโทษ) ผู้ใหญ่และขอพรจากผู้ใหญ่ที่ตนเคารพนับถือ ซึ่งจะมีการอาบน้ำจริง ๆ คืออาบทั้งตัวและดำหัวคือสระผมด้วยสิ่งที่ใช้สระผมก็จะเป็นน้ำส้มป่อยหรือน้ำมะกรูด

การดำหัว ในความหมายทั่วไปของชาวล้านนาไทยนั้นหมายถึงการ “สระผม” แต่ในพิธีกรรม โดยเฉพาะในเทศกาลสงกรานต์ของทุก ๆ ปี หมายถึง การชำระสะสาง สิ่งอันเป็นอัปมงคลในชีวิตให้วิปลาสปราดไป ด้วยการใช้น้ำส้มป่อยเป็นเครื่องชำระจึงใช้คำว่า ดำหัว มาต่อท้ายคำว่า รดน้ำ ซึ่งมีความหมายคล้ายกันกลายเป็นคำซ้อน คำว่า “รดน้ำดำหัว” ประเพณีรดน้ำดำหัวถือว่าเป็นประเพณีที่ดีงามอีกประเพณีหนึ่ง ที่ประชาชนชาวไทยถือปฏิบัติสืเวลาที่ยาวนาน ซึ่งการรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ หรือญาติผู้ใหญ่ บุคคลผู้ที่ตนให้ความเคารพนับถือ การรดน้ำดำหัวนั้นจะเป็นการขอโทษขออภัย ซึ่งกันและกัน ที่เคยล่วงเกินกันในปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการล่วงเกินทางกาย ล่วงเกินทางวาจาหรือว่าการล่วงเกินทางใจ ทั้งที่ตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ ต่อหน้าหรือว่าลับหลังก็ตาม ประเพณีรดนำดำหัว หรือบางครั้งก็เรียกว่า ประเพณีปีใหม่เมืองจะมีในระหว่าง วันที่ 13 15 เดือนเมษายนของทุกปี หรือวันสงกรานต์นั่นเอง

     ประเพณีรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ส่วนใหญ่จะกระทำกันในวันสุดท้ายของเทศกาลสงกรานต์ เพียงวันเดียวหรือวันเถลิงศกนั่นเอง แต่การรดน้ำดำหัวพระสงฆ์นั้นจะ มีลักษณะคล้ายๆ กันแต่พิธีการรดน้ำดำหัวพระสงฆ์จะมีพิธีการมากกว่า คือก่อนที่จะรดน้ำพระสงค์จะต้องรดน้ำพระพุทธรูปก่อน แล้วจึงค่อยรดน้ำดำหัวพระภิกษุสงฆ์ จากนั้น ก็รับพรจากพระภิกษุสงฆ์ พอเสร็จพิธีก็จะมีการเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน และการรดน้ำดำหัวพระภิกษุนั้นจะทำทุกวัน

พีธีเลี้ยงผีปู่ย่า

การเลี้ยงผี หมายถึงการจัดอาหารคาวหวานไปเซ่นสังเวย ดวงวิญญาณผู้ตาย ณ หิ้งผีปู่ย่าหรือหอผีชาวล้านนาถือว่า เมื่อปู่ ย่า ตา ยาย ตายไปวิญญาณจะวนเวียนมารักษาลูกหลาน ดังนั้นภายในบ้านของชาวล้านนา จึงจัดทำ"หิ้งผีปู่ย่า" ไว้ทุกบ้าน โดยจัดตั้งไว้ที่สูง นิยมจัดตั้งไว้บนหัวนอนของบ้าน สูงจากพื้นกระดานราว ๒ เมตร หิ้งผีปู่ย่านี้ถือว่าเป็นของสูง เด็กๆจะไปเล่นไม่ได้ ผู้อาวุโส หรือพ่อแม่เท่านั้นที่จะเกี่ยวข้องกับหิ้งปู่ย่าได้ นอกจากนี้ชาวชนบทล้านนาบางแห่ง เชื่อว่า ปู่ย่าตายายที่ตายไปแล้วหลายคนและ เป็นญาติพี่น้องสายเลือดเดียวกัน น่าจะอยู่ร่วมกันได้ จึงคิดสร้าง "หอผี" ขึ้น เพื่อให้ผีอยู่ร่วมกัน



ความสำคัญ

การเลี้ยงผีเป็นสิ่งสำคัญที่ผูกพันกับการดำเนินชีวิตเป็นอย่างยิ่ง โดยเชื่อว่าการเลี้ยงผีจะทำให้ครอบครัวอยู่อย่างเป็นสุข



พิธีกรรม

การเลี้ยงผี มี ๒ อย่างคือ

๑. เลี้ยงผีปู่ย่า ทำใน "วันพญาวัน" (วันสงกรานต์) หรือวันปีใหม่ ตรงกับวันที่ ๑๕ เมษายน ของทุกปี

๒. เลี้ยงผีหอ นิยมทำกัน ระหว่างเดือนสี่ เดือนหก เดือนเจ็ด

ขั้นตอนการเลี้ยงผี

๑. ทำความสะอาดหิ้ง และหอผี

๒. บอกกล่าวให้พี่น้องทราบเรื่องการเลี้ยงผี

๓. ร่วมกันจัดอาหารเครื่องเซ่นสังเวยผี

๔. พิธีเลี้ยงผี ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

๔.๑ เลี้ยงผีปู่ย่า เจ้าของบ้าน (อาวุโส) นำสิ่งของขึ้นสังเวยหิ้ง แล้วกล่าวคำสังเวยผี

๔.๒ เลี้ยงหอผี

- เหล่าญาติชุมนุมกัน ณ หอผี นำเครื่องดนตรีพื้นบ้าน คือ ปี่ ขลุ่ย สะล้อ ซอ ซึง บรรเลง เพลงขับกล่อมและร้องเพลงค่าว จ๊อย ซอ ด้วยกัน

- ผู้อาวุโส หรือ พ่ออาจารย์กล่าวคำเชิญ ผีปู่ย่า (บางแห่งเรียกว่าผู้กล่าวหา "เจ้าด้าม" หรือ "พ่อเจ้าด้าม")

- ทุกคนที่มาร่วมงานจะเงียบสงบ คอยจ้องมองหอผีรอคอยดูว่า เมื่อใดผีปู่ย่าจะมารับของสังเวย มีข้อสังเกตว่า ถ้ามีผีปู่ย่า มารับเครื่องเซ่นสังเวย ให้ดูเปลวเทียนที่เคลื่อนที่ไหวขึ้นลง หรือแมลงที่ไต่ตอมเครื่องเซ่นสังเวย



สาระ

ประเพณีเลี้ยงผี แสดงให้เห็นถึงการรู้จักตอบแทนผู้มีพระคุณ คือ ปู่ย่าตายาย ทำให้ลูกหลานมีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ สร้างความสามัคคีระหว่างญาติพี่น้อง

ศศช.บ้านห้วยฮ่อมล่าง ประเพณีเปลี่ยนชื่อ

ประเพณีเปลี่ยนชื่อ


พิธีสู่ขวัญตั้งชื่อ (Hu plig tis npe)
ความเป็นมา
การสู่ขวัญตั้งชื่อจะทำการสู่ขวัญหลังเด็กเกิดได้สามวัน สมมุติว่าเด็กเกิดวันที่ 1 มกราคม 2546 จะมีพิธีสู่ขวัญตั้งชื่อในวันที่ 4 มกราคม 2546 โดยมากชื่อที่ตั้งขึ้นนั้น พ่อแม่เด็กจะเป็นผู้ตั้งให้เอง แต่ถ้าพ่อแม่เด็กไม่ทราบว่าจะตั้งชื่อว่าอย่างไรดี จะไพเราะจะเป็นสิริมงคล ก็จะให้ทางฝ่ายญาติที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ตั้งให้ หรือหมอขวัญตั้งให้ก็ได้ ชื่อที่ตั้งจะมีพยางค์เดียว เช่น “ตั่ว” แปลว่าคนที่หนึ่ง หรือ “เหย่อ” แปลว่า น้องคนสุดท้อง เป็นต้น


ศศช.บ้านห้วยฮ่อมล่าง ประเพณีปีใหม่ม้งบ้านห้วยฮ่อมพัฒนา

ประเพณีปีใหม่ม้งบ้านห้วยฮ่อมพัฒนา

บ้านห้วยฮ่อมพัฒนา หมู่ 13 ตำบลบ้านเวียง อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ เป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้ง (แม้ว) ที่ห่างไกลความความเจริญ การคมนาคมเข้าหมู่บ้านเป็นไปด้วยความลำบาก ในปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจ สังคม มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ความเจริญทางด้านเทคโนโลยี หรือด้านวัตถุนิยมเข้ามา มีบทบาทมากขึ้นทำให้วิถีชีวิตชาวเขาในพื้นที่บ้านห้วยฮ่อมพัฒนาเปลี่ยนไป สังเกตได้จากวัฒนธรรมการแต่งกายตามยุคสมัย การดำเนินวิถีชีวิตที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสังคมเหมือนคนพื้นราบ โดยเฉพาะในกลุ่ม วันรุ่น หนุ่ม สาว ไม่ค่อยใส่ใจวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม ที่มีมาแต่ตั้งดั้งเดิมหากไม่ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว วัฒนธรรม ประเพณี ที่ดีงามนั้นคงต้องเลือนหายไป
ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านห้วยฮ่อม จึงร่วมกับผู้อาวุโส ผู้นำ และคณะกรรมการหมู่บ้านและหน่วยงานเครือข่ายในพื้นที่ มีการจัดกิจกรรมเพื่อปลูกจิตสำนึกถึงการอนุรักษ์วัฒนธรรม ประเพณีดีงามของชนเผ่าม้ง ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ในเทศกาลปีใหม่ จึงได้จัดโครงการอนุรักษ์วัฒนธรรม ประเพณีวิถีชนเผ่าม้ง เพื่อปลูกจิตสำนึกให้ ชาวบ้านได้อนุรักษ์หวงแหนวัฒนธรรม ประเพณีอันดีงามของชนเผ่าให้ความเรื่องทักษะชีวิต และปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมตลอดจนเป็นการบริการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยที่หลากหลายทั่วถึง บริการด้านแหล่งเรียนรู้อย่างหลากหลาย ทั้งด้านการพัฒนาอาชีพ และพัฒนาคุณภาพชีวิตมีนิสัยรักการอ่านอันเป็นพื้นฐานในการพัฒนาตนเอง และประชาสัมพันธ์ งานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอำเภอร้องกวาง และส่งเสริมการท่องเที่ยวในหมู่บ้าน
ประเพณีปีใหม่(Noj peb caug.)
ความเป็นมา
ของประเพณีปีใหม่ สืบเนื่องมาจากการทำมาหากินโดยปกติเอง การทำมาหากินของพี่น้องชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง จะมุ่งทำงานตลอดปีโดยไม่มีการหยุดพักผ่อน จะมีเวลาว่างงาน ช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม เล็กน้อย เพราะเป็นปลายฤดูฝน เข้าสู่ฤดูร้อน และเป็นเวลาสิ้นสุดของปี 1 รอบพอดี คนเฒ่าคนแก่เขาจึงได้จัดให้มีการกินปีใหม่ในช่วงนี้ คือจะถือว่า ปีเก่าสิ้นสุดลง ในแรม 15 ค่ำเดือน 12 ทางจันทรคติ และวันขึ้น 1 ค่ำของเดือน 1 หรือเดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่เป็นประจำทุกปีไป จุดมุ่งหมายก็เผื่อเป็นการพักผ่อน เพื่อพบปะ สังสรรค์กัน ในหมู่ผู้หลักผู้ใหญ่ ส่วนหนุ่ม ๆ สาว ๆ จะไปเที่ยวต่างจังหวัด หรือต่างหมู่บ้าน หรือเล่นโยนลูกช่วง ตีลูกช่วงสนุกสนานกันในหมู่บ้านก็ได้ อ่านเพิ่มเติม




ศศช.บ้านครกหนานทา การแสดงกับการแต่งกายชนเผ่าม้ง

วัฒนธรรมการแสดงกับการแต่งกายชนเผ่าม้ง
รายละเอียด ประชาชนบนพืื้นที่ที่อาศัยอยู่ในบ้านครกหนานทา เป็นชาวเขาเผ่าม้ง เป็นชนเผ่าม้งเขียว การแต่งกายของผู้หญิง จะสวมกระโปรงสีฟ้าแก่ ประดับลายภาพวาดด้วยขี้ผึ้งและมีปักลวดลายใน ส่วนล่างของกระโปรง มีผ้าคาดเอวสีแดง ผ้าห้อยลงมาสีดำ เสื้อเป็นสีต่าง ๆ คอปกเสื้อเล็ก กว่าม้งขาว 4 นิ้ว ขอบปกเป็นรูปโค้ง ไม่มีผ้าโพกหัว แต่มีผ้าถักบาง ๆ แถบเป็นลายดอกไม้สีแดง พันรอบมวยผม
ชาย ใส่กางเกงดำเหมือนม้งขาว แต่เป้ากางเกงหย่อนลงมาจนเกือบถึงพื้น ดินแบบ อาหรับ ปลายขารัดที่ข้อเท้า สวมหมวกทำด้วยผ้าแพรต่วน ไม่มีขอบ



ข้อคิดเห็นจากเครือข่าย TKP

 
Copyright © 2018 ศูนย์ข้อมูลความรู้ประชาชนจังหวัดแพร่. Designed by OddThemes > Developed by mediathailand