TKP HEADLINE

Showing posts with label 12.เทคโนโลยีชาวบ้าน. Show all posts
Showing posts with label 12.เทคโนโลยีชาวบ้าน. Show all posts

กศน.ตำบลแม่ยางร้อง กระเป๋าผ้าด้นมือ

กระเป๋าผ้าด้นมือ

กระเป๋าผ้าด้นมือ มีหลายหลายรูปแบบให้เลือก ลูกค้า สามารถสั่งทำได้ หรือนำตัวอย่างมาให้ทางเราทำ ก็สามารถสั่งได้ หรือ้อยากได้แอ๊บแต่งเป็นรูปอะไรเลือกได้เลยคะ ราคาไม่แพง สนใจสั่งได้ที่กลุ่มผ้าด้นมือบ้านสันกลางหมู่ที่ 3
ต.แม่ยางร้อง อ.ร้องกวาง จ.แพร่ หรือที่คุณสุพิน สันป่าแก้ว โทร094-7594539






กศน.อำเภอลอง ร่วมพัฒนาแหล่งเรียนรู้ “หอศาสตราแสนเมืองฮอม “


วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 กศน.อำเภอลอง ได้เข้าร่วมเป็นทีมงานพัฒนาแหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ของ ตำบลบ่อเหล็กลอง “หอศาสตราแสนเมืองฮอม ” เป็นแหล่งรวบรวมอาวุธโบราณต่างๆ ได้เริ่มต้นวางแผนการจัดระบบข้อมูลความรู้เป็นหมวดหมู่ ชื่อ ชนิด ประวัติความเป็นมา เพื่อทำเป็นสื่อส่งเสริมการอ่าน หลากหลายรูปแบบ และวางแผนต่อยอดเผยแพร่ทาง ออนไลน์ ผ่านห้องสมุดเฉลิมราชกุมารี อำเภอลอง และอีกหลายช่องทาง โดยมอบหมายครู กศน.ตำบลบ่อเหล็กลอง และบรรณารักษ์ ฯ เป็นผู้ประสานกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง

อ่านเพิ่มเติม

ทำหน้ากาก อนามัย แบบง่ายๆ กับ กศน.อำเภอลอง

จากที่ในสภาวะปัจจุบัน ช่วงสินค้าขาดตลาดของหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันฝุ่น PM 2.5 นั้น เราสามารถทำหน้ากาก ป้องกันกันขึ้นมาเองด้วยวิธีง่ายๆ

อ่านเพิ่มเติม

เลี้ยงผึ้งโพรง สร้างรายได้ดี ไม่มีใครเหมือน ลุงทุนต่ำ รายได้สูง

อย่างที่ทราบกันดีว่า น้ำผึ้ง คือของดีมีประโยชน์ จะนำมาประกอบอาหาร หรือทำเป็นยาคุณค่าก็สูงทั้งนั้น แต่น้ำผึ้งแท้ๆ ไม่มีส่วนผสมอื่นเจือปนในปัจจุบันหากินยากขึ้นทุกที สาเหตุหลักคือ ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติลดน้อยลง ประกอบกับมีผู้รู้วิธีการเลี้ยงและดูแลผึ้งโพรงป่าที่ถูกต้องมีจำนวนน้อย ดังนั้น ตอนนี้หากใครกำลังมองหาอาชีพเสริมหรืออาชีพหลัก การเลี้ยงผึ้งโพรงป่า ถือว่าเป็นอาชีพที่น่าสนใจไม่น้อย วิธีการเลี้ยงดูแลไม่ยาก ลงทุนน้อยเปรียบเสมือนคนเลี้ยงเป็นเจ้าของบริษัท ตื่นเช้ามาลูกน้องตื่นออกไปทำงาน ไม่ต้องมีโบนัส สวัสดิการ เพียงดูแลเอาใจใส่เรื่องความสะอาด ผลตอบแทนที่ได้คุ้ม



อาจารย์สยาม สกุณนา

คุณสยาม สกุณนา หรือ อาจารย์สยาม ผู้เชี่ยวชาญการเลี้ยงผึ้งโพรงป่า เล่าว่า กว่าจะเป็นมืออาชีพอย่างทุกวันนี้ได้ ตนลองผิดลองถูกมานานกว่า 4 ปี เมื่อก่อนเคยเป็นอาจารย์สอนวิชาเกษตรกรรมอยู่ที่ กศน. จังหวัดพะเยา ต่อมาได้ลาออกไปทำงานบริษัทปุ๋ย หลังจากนั้นลาออกจากบริษัทปุ๋ยอีก ด้วยเหตุผลที่ว่าเบื่องานประจำ เพราะนิสัยส่วนตัวเป็นคนรักอิสระ ไม่ชอบเป็นลูกน้องใคร จึงกลับมาอยู่บ้านที่อำเภอภูกามยาว จังหวัดพะเยา เช่าที่ทำนาจำนวนกว่าร้อยไร่ แรกๆ ก็ดี เพราะมีพื้นฐานเรื่องปุ๋ยเยอะ ประกอบกับช่วงนั้นราคาข้าวยังดีอยู่ แต่ช่วงหลังๆ ราคาข้าวเริ่มตก จากตันละหมื่นกว่าบาทเหลือเพียงตันละสี่ถึงห้าพันบาท ช่วงนั้นก็เจ๊งเลย เป็นหนี้ล้านกว่าบาท

เริ่มเลี้ยงผึ้งโพรง เพราะเป็น “หนี้”
หลังจากที่เลิกทำนา อาจารย์สยาม เป็นหนี้ธนาคารล้านกว่าบาท ถ้าจะดันทุรังทำเกษตรต่อไปคงไม่ไหว ยิ่งทำยิ่งเป็นหนี้ ครั้นจะกลับไปทำงานเดิมอายุก็มากแล้ว ช่วงนั้นคือเครียดมาก ไม่รู้จะหันไปทางไหน ตอนนั้นจำได้ว่าเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์พอดีเห็นชาวบ้านที่หาผึ้งป่าเป็นอาชีพ วันหนึ่งเขาได้น้ำผึ้ง 20-40 ขวด ต่อวัน เป็นน้ำผึ้งเดือน 5  ขายราคาบ้านๆ ก็ได้ขวดละ 200 บาท ลองคำนวณดูเล่นๆ วันหนึ่งขายได้ 40 ขวด ตกวันละ 8,000 บาท และประกอบกับที่ตัวเองชอบกินน้ำผึ้งอยู่แล้ว จึงลองเดินเข้าป่าไปหาน้ำผึ้งโดยที่ไม่มีความรู้อะไรเลย ถือว่าเป็นการแก้เครียดไปด้วย ช่วงแรกหาไม่ได้เลย เพราะคิดว่าผึ้งต้องอยู่ตามพุ่มไม้สูงๆ ถามชาวบ้านเขาก็ไม่บอก
เกือบถอดใจ และวันหนึ่งไปนั่งพักเหนื่อยแถวริมห้วย ได้ยินเสียงคล้ายแมลงบินออกมาจากพื้นดิน หลังจากนั้นจึงเข้าใจ ผึ้งรังแรกที่เจอคือเจอในหลุมเป็นผึ้งโพรง จากประสบการณ์ครั้งนั้นจึงต่อยอดมา จากที่หาผึ้งไม่ได้เลยกลายเป็นว่าหาได้มากกว่าชาวบ้านซะอีก หาได้วันละเป็น 10 รัง จึงมีความคิดจะเอาผึ้งป่ามาเลี้ยง เพราะตั้งประเด็นตรงที่ว่าความต้องการของตลาดต้องการสูงมาก หาเท่าไรก็ไม่พอขาย ตรงนี้เลยเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมเลี้ยงผึ้งป่า
วิธีการเลี้ยง และการดูแล
วิธีการเลี้ยงผึ้งโพรงป่าไม่ยุ่งยากอะไร เพราะผึ้งที่เราดูแลเป็นผึ้งที่ถูกคัดสายพันธุ์โดยธรรมชาติ มีความแข็งแกร่ง ให้ใช้วิธีคิดง่ายๆ เหมือนกับว่าเราเอาไก่ป่ามาเลี้ยง ตามใจเขา แทนที่เราจะบังคับให้เขาตามใจเรา ลองเอาตัวเองไปเป็นผึ้งป่าดูว่าเขาชอบแบบไหน ไม่ชอบแบบไหน เราก็จัดเอื้อสิ่งแวดล้อมในรังให้เขาอยู่สบาย หมั่นดูแลความสะอาด กำจัดมด แมลง ด้วยน้ำมันเครื่องเก่าหยอดไปที่ขาตั้งรังผึ้ง ถ้ารังสกปรกยากที่ผึ้งจะอยู่ ไม่ควรใช้ขี้ผึ้งทาในรัง ถือว่าเป็นตัวล่อหนอนแว็ก
หนอนแว็ก ถือเป็นศัตรูตัวฉกาจของผึ้ง เวลาระบาดผึ้งจะไม่ยอมกลับรังแล้วก็หนีรังไปเลย องค์ประกอบหลักที่จะทำให้ผึ้งป่ามาอยู่กับเรา รังต้องดี สบาย ไม่ร้อน ถ้าจะให้ดีความกว้างของรังควรมีความกว้าง 38 เซนติเมตร สูง 30 เซนติเมตร และยาว 50 เซนติเมตร เจาะโพรงผึ้งให้ถูกตำแหน่ง ผึ้งจะอพยพไปตามแหล่งอาหาร ต้องดูว่าช่วงนี้มีแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ไหม มีดอกไม้บานทั้งปี อยู่ใกล้แหล่งอาหาร แหล่งน้ำ แบบนี้เข้าตามคุณสมบัติเราก็ทำแหล่งล่อได้
การดูแลนั้น แรกๆ อาจารย์สยามก็ทำเหมือนชาวบ้านเอาไม้มาเจาะโพรงเอาขี้ผึ้งมาทา ผึ้งก็เข้าบ้างไม่เข้าบ้าง ทำ 100 รัง เข้า 10-20 รัง ถือว่าสุดยอดแล้ว แต่พอเริ่มเปลี่ยนวิธีคิด ทดลองทำกลิ่นล่อผึ้งป่าขึ้นมา เพราะว่าใช้ขี้ผึ้งมันมีข้อจำกัด ขี้ผึ้งก็จะเป็นตัวทำให้เกิดเชื้อราได้ง่าย โดยการใช้กลิ่นล่อผึ้งจากฟีโรโมน ที่เรียนแบบจากต่างประเทศ เปรียบเสมือนกลิ่นผึ้งอพยพ แล้วฉีดสเปรย์สัปดาห์ละครั้ง

ระยะเวลาให้น้ำผึ้ง
ปกติทั่วไปผึ้งจะให้น้ำหวาน 3-4 เดือน ต่อการเก็บน้ำผึ้ง 1 ครั้ง แต่สำหรับอาจารย์สยามจะเก็บเฉพาะน้ำผึ้งเดือน 5 เท่านั้น เพราะช่วงระยะเวลาอื่นน้ำผึ้งคุณภาพจะต่ำ มีความชื้นสูง เก็บรักษาไว้ไม่ได้นาน รสชาติของน้ำผึ้งจะไม่มีความหอมที่หลากหลาย เพราะมีข้อจำกัดคือ ไม่ใช่ฤดูดอกไม้บาน ไม่มีความหลากหลายของมวลพฤกษา รสชาติไม่ค่อยดี จะขายราคาไม่แพงก็ได้



รังผึ้งสะอาดบริสุทธิ์

เทคนิคการคั้นน้ำผึ้งแบบพิเศษ  ได้น้ำผึ้งใสบริสุทธิ์ เก็บรักษาได้นาน 2 ปี
ถ้าจะให้น้ำผึ้งสะอาด ใสบริสุทธิ์ไม่มีสิ่งปนเปื้อนเลยต้องเริ่มตั้งแต่การตัดแยกตัวอ่อนออกจากรัง ไม่ให้โดนมือตั้งแต่แรก เมื่อตัดแล้วให้ใช้ถุงพลาสติกห่อเก็บทันทีไม่ให้โดนอากาศ หลังจากนั้นก็เข้าสกัดด้วยเครื่องที่พลังงานแสงอาทิตย์ วิธีที่อาจารย์สยามคิดค้นขึ้นมา ที่นี่จะไม่ใช้การบีบน้ำผึ้งด้วยมือ หรือเครื่องจักร แต่อาจารย์คิดเครื่องสกัดน้ำผึ้งจากพลังงานแสงอาทิตย์ขึ้นมาเอง ใช้อุณหภูมิไม่เกิน 60 องศาเซลเซียส แล้วปล่อยให้น้ำผึ้งไหลลงมาจนหยดสุดท้าย เพราะฉะนั้นตัวอ่อนจะไม่มีปนน้ำผึ้งเลย ทำให้ได้น้ำผึ้งที่บริสุทธิ์

การตลาด และการแปรรูปผลิตภัณฑ์
ต้องบอกก่อนเลยว่า อาจารย์สยามไม่มีหน้าร้าน ตลาดของอาจารย์ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าที่เคยใช้ผลิตภัณฑ์แล้วติดใจ บอกต่อกันไป อีกส่วนขายผ่านทางสื่อโซเชี่ยล แค่นี้ก็ผลิตไม่ทันขายอยู่แล้ว สาเหตุหลักที่ขายดีถึงทุกวันนี้เพราะด้วยเรื่องของคุณภาพ ถ้าไม่ใช่น้ำผึ้งเดือน 5 ไม่ขาย ด้วยเหตุนี้จึงได้ใจลูกค้า และนอกจากน้ำผึ้งเดือน 5 ยังมีการขายอุปกรณ์เลี้ยงผึ้งโพรงป่าอย่างครบวงจร หรือจะเป็นผลิตภัณฑ์จากน้ำผึ้งต่างๆ เช่น
  1. รังตรงส่วนที่เป็นขี้ผึ้ง นำมาทำขี้ผึ้ง มีคนมารับซื้อถึงที่ กิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 200-300 บาท เพื่อเอาไปเป็นส่วนผสมของเทียน ทางภาคเหนือเขาเชื่อว่าถ้าเป็นเทียนทำจากผึ้งป่า จะศักดิ์สิทธิ์
  2. หัวกะทิน้ำผึ้ง ผึ้ง 1 รัง จะมีหัวกะทิแค่ 1-2 รวง เท่านั้น เมื่อกินรสชาติจะหอมหวาน มีคุณค่าสูง ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน
  3. น้ำผึ้งที่เก็บจากเดือน 5 เท่านั้น บรรจุขวด ขนาด 750 ซีซี ราคาขายปลีก ขวดละ 350 บาท
แนะนำเกษตรกรอยากเลี้ยงผึ้งป่าเป็นอาชีพเสริม
อาจารย์สยาม แนะนำว่า สำหรับผู้ที่อยากเลี้ยงผึ้งเป็นอาชีพเสริม ทำประมาณ 5-10 รัง ก็สามารถอยู่ได้แล้ว เพราะผึ้ง 1 รัง 1 ปี สามารถให้ผลผลิตได้ไม่ต่ำกว่า 10 ขวด ขวดละ 300 บาท 10 ขวด คิดเป็นเงิน 3,000 บาท 10 รัง คิดเป็นเงิน 30,000 บาท ต่อปี ลงทุนครั้งเดียวใช้ได้นาน ลงทุนเพียง 1,300 บาท สามารถเลี้ยงได้ 1 รัง อุปกรณ์ต้องเป็นรังไม้ได้มาตรฐาน จะใช้ไซซ์ฝรั่งไม่ได้ ต้องเป็นรังไม้เก่าปลอดกลิ่น ไม่ใส่สี ไม่มีกลิ่นแปลกปลอม แล้วก็ทำให้ระบายอากาศได้ดี



การตัดรังผึ้งอย่างถูกต้อง

“การเลี้ยงอย่างแรกต้องเรียนรู้และเข้าใจผึ้งก่อน เรียนรู้นิสัยของผึ้งบ้านเรา ถ้าเข้าใจก็ง่าย ต้นทุนปรับใช้ได้ตามที่เราสะดวก ถือว่าเป็นอาชีพที่น่าสนใจมากๆ เพราะตอนนี้ตลาดผึ้งพันธุ์ภายในประเทศยังไม่พอบริโภค ยิ่งเป็นผึ้งป่ายิ่งหายาก เพราะตอนนี้ข้าราชการ หรือพนักงานเงินเดือน ที่ไม่ค่อยมีเวลาก็เริ่มหันมาสนใจเลี้ยงผึ้งเป็นอาชีพเสริมกันแล้ว ไม่ต้องดูแลมาก” อาจารย์สยาม บอก



หยอดน้ำมันเครื่องที่ขากันมด

สำหรับเกษตรกรที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลรายละเอียด โทร. (065) 006-9870 อาจารย์สยาม สกุณนา  ยินดีให้คำปรึกษา

เลี้ยงหอยขมในวงบ่อซีเมนต์ ใช้พื้นที่น้อย หอยสะอาด อาชีพเสริมของครู กศน.

หอยขม ยังคงได้รับความนิยมในการนำมาประกอบอาหาร แต่ปัจจุบันจะหาหอยขมตามท้องนา คูคลองยากขึ้นทุกวัน ครู กศน. หัวใส นำหอยขมมาเลี้ยงจนประสบผลสำเร็จสร้างรายได้อย่างงาม
คุณประพันธ์ คงรอด ครู กศน.ตำบลเขากอบ อายุ 59 ปี อยู่บ้านเลขที่ 770 ถนนเพชรเกษม ตำบลห้วยยอด อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง กล่าวว่า ตนเองได้ทดลองเลี้ยงหอยขมในอ่างเลี้ยงปลาข้างบ้านจำนวน 2 บ่อ ผ่านไป 3 เดือน ก็พบว่า หอยขมที่เลี้ยงโตเร็ว ขยายพันธุ์ได้ในปริมาณมาก สามารถจับขายได้ในราคาที่สูงกว่าท้องตลาด เพราะลูกค้ามั่นใจว่าเป็นหอยที่สะอาด นับว่าประสบผลสำเร็จ ในการเริ่มต้น ต่อมาตนเองก็ได้เพิ่มพื้นที่ของการเลี้ยงหอยขมด้วยการเพิ่มจำนวนวงบ่อซีเมนต์เป็น 20 บ่อ โดยใช้พื้นที่บริเวณบ้าน
ขั้นตอนการเลี้ยงก็ไม่ยุ่งยากอะไร เริ่มต้นจากการนำวงบ่อซีเมนต์มาขังน้ำ นำหยวกกล้วยสับ มูลสัตว์ มาใส่เพื่อกำจัดกลิ่นและคราบซีเมนต์ออก ขังน้ำดังกล่าวนานประมาณ 1-2 สัปดาห์ หรือจนกว่ามีตะไคร่น้ำขึ้นก็สามารถนำมาใช้เป็นบ่อสำหรับเลี้ยงหอยขมได้แล้ว
พ่อแม่พันธุ์หอยขมที่ใช้เลี้ยงมีอายุตั้งแต่ 3 เดือน ควรเลือกพ่อแม่หอยที่มีขนาดใหญ่ น้ำหนักตั้งแต่ 60-100 ตัว ต่อกิโลกรัม หอยขมจะมี 2 เพศ ในตัวเดียวกัน มีการผสมพันธุ์ได้ด้วยตัวของมันเอง เมื่ออายุได้ 60 วัน ออกลูกเป็นตัวครั้งละประมาณ 40-50 ตัว
อาหารที่ใช้เลี้ยง เป็นอาหารปลามาผสมกับข้าวเหนียวนึ่งสุก (ซื้อมา 10 บาท) ตำให้ละเอียด ปั้นเป็นลูกเล็กขนาดเท่าหัวแม่มือ ให้บ่อละ 5 ลูก สัปดาห์ให้อาหาร 2 ครั้ง ในบ่อเลี้ยงใส่ผักตบชวาหรือใส่ใบไม้แห้งลงไปเพื่อเป็นอาหารอีกทางหนึ่งด้วย ข้อควรระวังในการให้อาหารคือต้องดูความสะอาดของน้ำอย่าให้เกิดน้ำเน่าเสีย เพราะจะทำให้หอยตายได้ แนะนำควรเติมน้ำหมักชีวภาพลงไปบ้างเพื่อปรับสภาพน้ำ
ระยะเวลาการเลี้ยงประมาณ 2 เดือน ได้เริ่มจับขาย แต่ต้องทยอยจับ เพราะหอยขมโตไม่เท่ากัน และมีหลายขนาด ควรเลือกหอยที่โตเต็มที่ก่อน ส่วนตัวเล็กยังคงต้องเลี้ยงต่ออีกระยะหนึ่งจึงจะจับขายได้ ครั้งหนึ่งจะจับขายประมาณ 30-50 กิโลกรัม ราคาขายจะอยู่ที่ 50-60 บาท นับได้ว่าเป็นรายได้ดีเลยทีเดียว

ปราชญ์เกษตรมหาสารคาม สอน “ตอนกิ่งมะละกอ” ปลูก 2 เดือน เก็บผลผลิตได้

“การตอนกิ่งมะละกอ” ถือได้ว่าเป็นการขยายพันธุ์โดยที่ไม่ต้องใช้เมล็ด เนื่องจากการปลูกมะละกอด้วยเมล็ดจะมีการกลายพันธุ์ถึง 90% เลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นการเสี่ยงมากในการปลูกเพื่อให้ได้ต้นพันธุ์ที่เหมือนกับต้นแม่ ผิดกับการขยายพันธุ์ด้วยการตอนกิ่ง ต้นพันธุ์ที่ได้จะเหมือนกับต้นแม่ทุกอย่าง
นายคำพันธ์ เหล่าวงษี ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาเศรษฐกิจพอเพียง ปี 2559 อยู่บ้านเลขที่ 43 หมู่ที่ 2 บ้านดอนแตง ตำบลศรีสุข อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ขยายพันธุ์มะละกอโดยการตอน สามารถเก็บผลผลิตได้หลังปลูกเพียง 2 เดือน เท่านั้น
นายคำพันธ์ บอกข้อดีของการตอนมะละกอ ดังนี้
  1. ได้ผลผลิตไม่กลายพันธุ์
  2. ต้นเตี้ย เก็บเกี่ยว ดูแลรักษาง่าย
  3. ต้นแข็งแรง ต้นไม่สูง ไม่หักโค่นง่าย
  4. แตกกิ่งก้านมากขึ้น ได้ผลผลิตมากขึ้น
  5. ให้ผลผลิตเร็ว หลังจากปลูกด้วยกิ่งตอน 2 เดือน
อุปกรณ์ในการตอน ประกอบด้วย…ขุยมะพร้าว ถุงพลาสติก มีดตอน เชือกฟาง
“เลือกกิ่งที่ไม่แก่ไม่อ่อนเกินไป นับจากยอดลงมา 25-30 เซนติเมตร ใช้มีดปาดกิ่งมะละกอเฉียงขึ้นไป แล้วใช้เศษไม้หรือหินคั่นรอยปาดไม่ให้สนิทกันอย่างเดิม หุ้มด้วยตุ้มตอน ที่ทำให้พอเหมาะกับขนาดของกิ่ง มัดด้วยเชือกฟาง…ราว 25 วัน กิ่งมะละกอเริ่มออกราก นับตั้งแต่วันตอนถึงตัดกิ่ง ใช้เวลา 45 วัน แล้วตัดชำอีก 15 วัน จึงนำลงปลูกได้ ช่วงนี้ทางผมศึกษาการปลูกในวงบ่อ โดยใช้กิ่งตอน…มะละกอ เมื่อเราตอน จะแตกกิ่งใหม่ออกมาให้ตอนเรื่อยๆ อายุของต้นที่ปลูกด้วยกิ่งตอน อยู่ได้ 3 ปี” นายคำพันธ์ แนะนำวิธีการตอนมะละกอ

ตัดแต่งกิ่ง “มะม่วง” ประโยชน์หลายต่อ แล้วกิ่งไหนควรตัด?

ต้นไม้ก็เหมือนคนเรานั่นแหละ ต้องมีการเสริมแต่ง อาจจะเพื่อความสวยงาม เพื่อความเหมาะสม ลองนึกภาพดูว่า หากคนปล่อยผมยาวกันทั้งประเทศ ไม่มีการตัดแต่ง เส้นผมคงพันกันยุ่ง หรือไม่ก็อาจเหยียบเส้นผมกันวุ่นวาย
ต้นไม้จําเป็นต้องมีการตัดแต่งกิ่งให้ เพื่อความสวยงาม เพื่อความสมบูรณ์ รวมทั้งความสามารถในการออกดอกติดผล
กิ่งมะม่วงที่ควรตัดมีดังนี้
– กิ่งที่อยู่ตรงปลายและผ่านการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว เจ้าของมะม่วงบางคน เวลามีผลผลิตก็เก็บเฉพาะผลผลิต ไม่ได้ตัดขั้วผลออก ทั้งที่ตรงขั้วผลไม่สามารถเจริญต่อได้อีก แต่หากมีการตัดปลายกิ่งเข้ามา 4-5 นิ้ว จะช่วยให้แตกยอดใหม่เร็วขึ้น
– กิ่งแห้งรวมทั้งกิ่งที่โรคแมลงทําลาย นอกจากไม่สวยงามแล้ว อาจจะเป็นตัวแพร่เชื้ออีกด้วย
– กิ่งที่ทํามุมแคบกับทรงพุ่ม กิ่งในทรงพุ่มแทบไม่ติดผล ควรตัดทิ้งดีกว่า
– เมื่อปลูกไปนานๆ ต้นมะม่วงอายุมากอาจจะตัดกิ่งออกมากๆ ให้แตกยอด ขึ้นมาใหม่ เลี้ยงกิ่งไว้ไม่ต้องมากนัก เรียกว่า “ทําสาว” ให้กับมะม่วงก็ได้
โดยทั่วไปแล้วเกษตรกรมักตัดแต่งกิ่งมะม่วงตรงปลายยอด เรียกว่า “เปิดกระหม่อม” ให้ข้างในทรงพุ่มโปร่ง แสงอัลตราไวโอเลตส่องเข้าถึง แสงอัลตราไวโอเลตมีผลต่อการออกดอกติดผลของมะม่วงอย่างมาก
หลายคนอาจจะเสียดายกิ่งมะม่วงเก็บไว้เป็นร่ม จึงไม่ตัดกิ่ง…ก็เลือกเอาทางใดทางหนึ่ง หรือจะเลือกตัดบางส่วนให้ได้ทั้งร่มและผลผลิต

“ครูบัญชีอาสา” หนี้สินท่วมตัวยึดหลักทำเกษตรพอเพียงแก้จน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้ส่งเสริมและผลักดันให้เกษตรกรและประชาชน มีการทำบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือนมาอย่างต่อเนื่อง โดยสร้างครูบัญชีอาสาหรือ“อาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี” ซึ่งเป็นบุคลากรสำคัญที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในการเป็นวิทยากร วิทยากรผู้ช่วย เพื่อสอนแนะ กระตุ้นการเรียนรู้ และติดตามผลการทำบัญชีของเกษตรกร
รวมถึงการสร้างเครือข่ายถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรในชุมชนของตนและพื้นที่ต่างๆ ในจังหวัดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการทำงานเป็นเครือข่ายร่วมกันระหว่างกรมตรวจบัญชีสหกรณ์และครูบัญชี ได้ช่วยเสริมสร้างให้เกษตรกรได้ใช้บัญชีไปใช้วิเคราะห์ต้นทุนการประกอบอาชีพ เพื่อวางแผนธุรกิจในครัวเรือนของตนได้
คุณขนิษฐา มะโนสมบัติ หรือครูรุ่ง อายุ 43 ปี ครูบัญชีดีเด่น รองชนะเลิศอันดับ 2 ประจำปี 2558 จากจังหวัดเชียงราย นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ดีของครูบัญชีที่น้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาใช้แก้ไขปัญหาในการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ โดยนำระบบบัญชีมาใช้เป็นเครื่องมือให้เข้าถึงแก่นแท้ของความพอเพียง และวิเคราะห์ข้อมูลทางบัญชีบริหารจัดการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ บนพื้นที่พักอาศัยจำนวน 53 ตารางวา ผลิตอาหารปลอดภัยที่มั่นคงในครัวเรือนและขยายผลเป็นแนวทางในการสร้างแหล่งอาหารปลอดภัยของชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จนเกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม
ครูรุ่ง เล่าถึงความเป็นมาก่อนจะมาเป็นครูบัญชีอาสาว่า เริ่มจากการเป็นแม่บ้านที่ต้องเลี้ยงลูกตามลำพังถึง 3 คน โดยอาศัยรายได้จากสามีที่ทำงานส่งมาให้จากต่างประเทศ มาใช้จ่ายจุนเจือครอบครัว แต่เพราะไม่เคยวางแผนบริหารจัดการทางการเงิน ประกอบกับการใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือย ติดการพนัน ทำให้มีเงินไม่เพียงพอ เลี้ยงดูครอบครัว ต้องไปยืมเงินจากชาวบ้าน จนไม่มีใครยอมรับ ขาดที่พึ่ง และเริ่มเจ็บป่วยสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง ป่วยทางจิตเป็นโรคเครียด มีอาการซึมเศร้า ทำร้ายลูกเป็นประจำทุกวัน และต้องเข้ารับการรักษาตัวจากหมอจิตเวช
ในช่วงวิกฤตของชีวิตนี้ ครูรุ่งได้มีโอกาสเข้าศึกษาดูงานที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงของครูบุญเป็ง จันต๊ะภา ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้มีภูมิรู้ด้านเกษตรพอเพียงและการทำเกษตรผสมผสาน ซึ่งยังเป็นอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี ของสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์เชียงรายอีกด้วย ซึ่งในศูนย์เรียนรู้ฯ นี้ ทำให้ครูรุ่งได้เรียนรู้การนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้ในการดำเนินชีวิตโดยน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวทางพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตและรู้จักการจดบันทึกบัญชี เพื่อนำมาวิเคราะห์และวางแผนการใช้จ่ายเงินในครอบครัวและในการประกอบอาชีพ
หลังจดบันทึกบัญชีได้ 3 เดือน ครูรุ่งได้วิเคราะห์ถึงรายจ่ายในครอบครัว ซึ่งส่วนใหญ่คือ ค่ากับข้าว และค่าใช้จ่ายสิ่งของฟุ่มเฟือย จึงเกิดแรงบันดาลใจในการน้อมนำพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้พลิกชีวิต โดยใช้การ “ระเบิดจากข้างใน” ลงมือสร้างพื้นที่การเกษตรในบริเวณบ้านที่มีเพียง 53 ตารางวา ของตนเอง ให้เป็นตลาดริมรั้ว ครัวริมบ้าน ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ ทั้งไก่ เป็ด หมู ปลา และกบ โดยผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เองจากวัสดุเหลือใช้จากธรรมชาติ คือ การนำดิน แกลบ ที่อยู่ในคอกหมู เล้าไก่ มาทำเป็นปุ๋ย อีกทั้งสร้างบ่อกำจัดวัชพืชและเศษอาหารภายในบ้าน ทำให้ปราศจากมลภาวะซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต จากคนที่ไม่เคยทำงานและล้มเหลวในชีวิต ก็มีความสุขจากการทำงานในพื้นที่การเกษตรของตนเอง มีผลผลิตที่ได้จากพืชที่ปลูกและสัตว์ที่เลี้ยงไว้
ซึ่งผลผลิตที่ได้ก็นำไปเป็นวัตถุดิบปรุงอาหารในครัวเรือน เปรียบเสมือนเป็น “ตู้เย็น” ของครอบครัว ที่สามารถนำไปใช้ได้ ไม่ต้องเสียเงินซื้อ อีกทั้ง ยังแบ่งปันผลผลิตนี้ให้กับคนในชุมชนโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เป็น“ซุปเปอร์มาร์เก็ตที่มีชีวิต”ที่พร้อมเปิดต้อนรับผู้ที่มาเยือนอยู่เสมอ เมื่อเหลือจากรับประทานเองและแบ่งปันให้คนในชุมชนแล้ว จึงค่อยนำไปจำหน่าย สร้างรายได้ให้กับครอบครัว ทำให้มีเงินเก็บออมมากขึ้นด้วย
ในปี 2552 ครูรุ่ง ได้เข้าร่วมโครงการพัฒนาภูมิปัญญาทางบัญชีสู่ต้นทุนอาชีพของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และได้สมัครเป็นอาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี (ครูบัญชี) เพราะเห็นความสำคัญของการจดบันทึกบัญชีทั้งบัญชี รับ–จ่าย ในครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพ ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้การทำบัญชีและการดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ให้กับผู้ที่มาศึกษาดูงานที่พื้นที่การเกษตรในบริเวณบ้าน ที่ได้ถูกพัฒนาให้เป็น“ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอ”แหล่งศึกษาดูงานขนาดย่อม ที่พร้อมเปิดต้อนรับผู้ที่สนใจมาเรียนรู้วิถีการทำการเกษตรแบบพอเพียง และการทำบัญชีรับ-จ่าย ในครัวเรือน และบัญชีต้นทุนอาชีพ เพื่อใช้วิเคราะห์วางแผน การใช้จ่ายเงินในครัวเรือนและในการประกอบอาชีพ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ปลดหนี้ มีเงินออม
ปัจจุบัน ครูรุ่ง มีผลงานส่งเสริมให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ มีบทบาทหน้าที่ในการปกป้องคุ้มครอง ฟื้นฟูการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งครูรุ่งได้บอกว่า การจดบันทึกบัญชีเปรียบเสมือนเส้นทางเศรษฐี ที่จะทำให้ชีวิตของคนที่ทำจริง ปฏิบัติจริง มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งหากเราปรับเปลี่ยน ชีวิตก็สามารถเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้
“จากชีวิตล้มเหลวที่ไม่มีใครยอมรับ ขาดที่พึ่ง เราก็หันมามองตัวเอง เริ่มต้นทำทุกสิ่งที่ในหลวงสอน มาปรับใช้กับชีวิต ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ครอบครัวมีความมั่นคงทางอาหาร มีอาหารการกินอุดมสมบูรณ์ มีรายได้และมีเงินเหลือเก็บออม เศรษฐกิจในครัวเรือนก็ดีขึ้น
ถ้าคุณอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นในการประกอบอาชีพต่างๆ แต่หากไม่มีบัญชีมาเป็นตัวชี้นำ ชี้วัดแล้ว ก็หาความสำเร็จได้ยากมาก เพราะเราจะไม่รู้ที่มาที่ไป แต่สำหรับดิฉันได้รู้อย่างถ่องแท้แล้วว่า การทำบัญชีมีประโยชน์มากแค่ไหน
สำคัญที่สุดคือ ครอบครัวได้แม่คนใหม่ที่มีคุณภาพ เป็นแบบอย่างให้กับลูกๆ ได้ทุกเรื่อง ทั้งเรื่องการทำบัญชี และการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ฉะนั้น ถ้าทุกคนเข้าใจและนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ ประเทศชาติจะมั่นคงและยั่งยืนแน่นอน” คุณขนิษฐา กล่าว

ข้อคิดเห็นจากเครือข่าย TKP

 
Copyright © 2018 ศูนย์ข้อมูลความรู้ประชาชนจังหวัดแพร่. Designed by OddThemes > Developed by mediathailand