TKP HEADLINE

Showing posts with label 81.สุขภาพและอนามัย. Show all posts
Showing posts with label 81.สุขภาพและอนามัย. Show all posts

สอนล้างมือด้วยเจล โดย กศน.อำเภอลอง เพื่อป้องกันโรค'ไวรัสโคโรน่า' (COVID-19)


การขยายพันธุ์พืช


ระหว่างวันที่ 25 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2562 นายประพันธ์ ดอกแก้ว ครูอาสาสมัครฯ เปิดกลุ่มวิชาการขยายพันธุ์พืช ๔๐ ชั่วโมง ได้แก่ต้นมะม่วงหิมพานต์ ต้นผักหวาน ต้นไผ่ซาง พร้อมทั้งอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับจุลลินทรีย์สังเคราะห์แสง การทำกับดักผีเสื้อกลางคืน ที่ทำลายพืชทางการเกษตร ของชาวตำบลทุ่งแล้ง และให้ความรู้เกี่ยวกับด้านการขายออนไลน์ ณ ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ตำบลทุ่งแล้ง อ.ลอง

อ่านเพิ่มเติม

“ลองหยุดเผา เราทำปุ๋ย “

โครงการส่งเสริมสุขภาวะอนามัยของประชาชนในชุมชน

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 นางสาวรติรัตน์ อินต์ธะวิชัย ผู้อำนวยการ กศน.อำเภอลอง นิเทศกิจกรรมโครงการส่งเสริมสุขภาวะอนามัยของประชาชนในชุมชน (การส่งเสริมสุขภาวะอนามัยผู้สูงอายุ) ที่ได้มอบหมายให้คณะครู กศน.ตำบลจัดขึ้น โดยกิจกรรมแบ่งจัดเป็น 3 สถานที่ ได้แก่
1. ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล บ้านนาตุ้ม จำนวนผู้เข้าร่วม 44 คน
2. ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลปากกาง จำนวนผู้เข้าร่วม 88 คน
3. ณ ศาลาประชาคมบ้านปิน จำนวนผู้เข้าร่วม 57 คน

โรคที่มากับฤดูหนาว ตอนที่ 1: ไข้หวัด และไข้หวัดใหญ่

ขณะนี้หลายพื้นที่ของประเทศไทยคงเริ่มสัมผัสกับกลิ่นอายของ “ลมหนาว” ที่พัดโชยเข้ามาทำให้รู้สึกถึงอากาศที่เริ่มหนาวเย็น สำหรับผู้ที่ยังคงประสบภัยน้ำท่วมอยู่นั้นควรเพิ่มความระมัดระวังในการดูแลสุขภาพเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีความเปียกชื้นสูงกว่าที่อื่น ทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานที่ที่มีผู้คนอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก เช่น วัด โรงเรียน หรือ ศูนย์อพยพ หากไม่ป้องกันให้ดีแล้วอาจทำให้เกิดโรคระบาดได้ง่าย
อากาศที่แปรปรวนและฤดูฝนที่ยาวนาน ส่งผลให้เราอาจมีช่วงเวลา ที่อุณหภูมิที่ลดต่ำลงหรือมีหน้าหนาวยาวนานกว่าปกติ โรคที่พบได้บ่อยในฤดูหนาวส่วนใหญ่จะเป็นโรค ที่เกิดจากเชื้อไวรัส ได้แก่ โรคไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ โรคปวดบวม โรคหัด โรคหัดเยอรมัน และโรคสุกใส ดังนั้นเรามาเตรียมพร้อมเพื่อป้องกันโรคที่มากับฤดูหนาวกันนะคะ

1. ไข้หวัด (Common Cold)

โรคไข้หวัดเป็นโรคที่เกิดได้ตลอดทั้งปี พบบ่อยในช่วงฤดูฝน ฤดูหนาว หรือช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง ไข้หวัดเกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งมีหลายสายพันธุ์ เมื่อป่วยเป็นไข้หวัดแต่ละครั้งมักเกิดจากเชื้อไวรัสหวัดเพียงชนิดเดียว และเมื่อหายแล้วร่างกายก็จะมีภูมิต้านทานต่อเชื้อชนิดนั้น และเมื่อป่วยเป็นไข้หวัดครั้งใหม่ก็มักจะเกิดจากเชื้อไวรัสหวัดชนิดใหม่ หมุนเวียนกันไปเรื่อยๆ

การติดต่อ

เชื้อไวรัสไข้หวัดที่อยู่ในน้ำมูก น้ำลาย และเสมหะ ติดต่อโดยการไอ หรือหายใจรดกัน หรือจากการสัมผัส เมื่อมีเชื้อหวัดติดที่มือแล้วไปสัมผัสผู้อื่น เชื้อหวัดก็จะติดคนๆนั้น และเมื่อนำไปขยี้ตาหรือแคะจมูกก็จะเข้าสู่ร่างกายจนกลายเป็นไข้หวัดได้อาการของโรค
หลังจากเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกายประมาณ 1 ถึง 3 วัน ก็จะเริ่มแสดงอาการ อาการที่พบบ่อยคือ ไข้ตัวร้อนเป็นพักๆ ครั่นเนื้อครั่นตัว อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ เป็นหวัด คัดจมูก น้ำมูกใส จาม คอแห้ง หรือเจ็บคอเล็กน้อย ต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอโตขึ้น ไอแห้งหรือไอมีเสมหะเล็กน้อยลักษณะสีขาว ถ้าไอมากอาจทำให้เจ็บบริเวณลิ้นปี่ สำหรับผู้ใหญ่อาจไม่มีไข้ มีเพียงอาการคัดจมูก น้ำมูกใส แต่สำหรับเด็กมักมีไข้สูงเฉียบพลัน นอกจากนี้อาจเกิดอาการท้องเดินหรือถ่ายเป็นมูก ถ้ามีอาการเกิน 4 วันอาจพบเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนทำให้ถ่ายเป็นมูกข้นเหลืองหรือเขียว หรือไอมีเสมหะสีเหลืองหรือเขียว และอาจมีอาการอื่นตามมา

โรคแทรกซ้อนของไข้หวัด

เมื่อป่วยเป็นไข้หวัด ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะอ่อนแอลง ทำให้แบคทีเรียที่อยู่ในระบบทางเดินหายใจมีโอกาสแพร่เชื้อร่วมกับเชื้อไวรัสได้ จึงทำให้เป็นต่อมทอนซิลอักเสบ ไซนัสอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ สำหรับเด็กเล็กอาจทำให้เกิดอาการชักจากไข้ได้ บางรายเสียงแหบเนื่องจากกล่องเสียงอักเสบ หรือวิงเวียนศีรษะเนื่องจากอวัยวะควบคุมการทรงตัวที่อยู่ภายในหูเกิดการอักเสบหรือที่เรียกว่า “หวัดลงหู” ซึ่งปกติจะหายได้เองภายใน 3 ถึง 5 วัน โรคแทรกที่รุนแรงมักเกิดกับคนที่พักผ่อนไม่เพียงพอ ตรากตรำงานหนัก หรือขาดอาหาร
เมื่อหายจากไข้หวัดแล้ว ร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสไข้หวัดชนิดนั้น แต่เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หวัดมีหลายสายพันธุ์แตกต่างกันตามช่วงเวลา ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นจึงมีข้อจำกัด ดังนั้นเราจึงมีโอกาสติดเชื้อไวรัสไข้หวัดสายพันธุ์อื่นได้อีก ทางที่ดีที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เป็นไข้หวัดด้วยการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงนั่นเอง ส่วน “โรคไข้หวัดใหญ่ (Influenza)” นั้นมีอาการรุนแรงกว่าและมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนจนถึงขั้นเสียชีวิตได้มากกว่าโรคไข้หวัดทั่วไป


2. ไข้หวัดใหญ่ (Influenza)

ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลันที่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา (influenza virus) หรือไวรัสไข้หวัดใหญ่ ซึ่งมีหลายสายพันธุ์เช่น เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอ (influenza A) และไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์บี (influenza B) ส่วนไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ซี (influenza C) มีความรุนแรงน้อยและเกิดการระบาดเฉพาะในวงจำกัด
เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สามารถแพร่ระบาดได้ทั่วโลก โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว โดยแต่ละปีทั่วโลกจะมีผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ สูงถึงร้อยละ 15 ของประชากรทั้งหมด สำหรับประเทศไทยในปี พ.ศ. 2553 สำนักระบาดวิทยาได้รับรายงานผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่จำนวนทั้งสิ้น 115,183 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 180.82 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน อัตราเสียชีวิต 0.2 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน และจากข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2545 ถึง พ.ศ. 2549 พบว่าจำนวนผู้ติดเชื้อในแต่ละปีลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากนั้นเริ่มสูงขึ้นเล็กน้อยและกลับมาสูงขึ้นมากในปี พ.ศ. 2552 โดยพบอัตราป่วยถึง 189 ต่อประชากรหนึ่งแสนคน กลุ่มอายุที่พบการติดเชื้อมากที่สุดคือกลุ่มเด็กเล็กที่อายุน้อยกว่า 4 ปี และกลุ่มเสี่ยงที่จะเสียชีวิตหลังจากติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ คือ กลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป ดังนั้นกลุ่มที่ต้องดูแลสุขภาพเป็นพิเศษเพื่อให้ห่างไกลจากการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ในช่วงหน้าหนาวนี้ก็คือกลุ่มเด็กเล็กซึ่งมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย และกลุ่มผู้สูงอายุซึ่งเมื่อติดเชื้อแล้วอาจมีอาการรุนแรงจึงถึงขั้นเสียชีวิตได้

การติดต่อ

เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ติดต่อทางลมหายใจ ไอ จาม หรือหายใจรดกันในที่ที่มีคนอยู่แออัด เช่น โรงเรียน โรงงาน นอกจากนี้เชื้อไข้หวัดใหญ่สามารถติดต่อทางละอองฝอยของน้ำมูกและน้ำลาย หรือติดต่อจากมือที่มีเชื้อไวรัสอยู่แล้วนำไปสัมผัสที่จมูกหรือปากทำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้

ระยะติดต่อ

ผู้ใหญ่ที่มีเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่อยู่ในร่างกายสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ตั้งแต่ 1 วันก่อนที่จะมีอาการ และสามารถแพร่เชื้อ ต่อไปได้อีก 3 ถึง 5 วันหลังจากที่มีอาการแล้ว ในขณะที่เด็กที่มีเชื้อไข้หวัดใหญ่อยู่ในร่างกายสามารถแพร่เชื้อได้นานกว่า 7 วัน สำหรับผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่แต่ไม่มีอาการก็สามารถแพร่เชื้อในช่วงเวลานั้นได้เช่นกัน

อาการของโรคไข้หวัดใหญ่

อาการของโรคไข้หวัดใหญ่จะรุนแรงและป่วยนานกว่าโรคไข้หวัดทั่วไป หลังจากเชื้อเข้าสู่ร่างกายประมาณ 1 ถึง 4 วัน ก็จะเริ่มแสดงอาการ ที่พบบ่อยคือ ไข้สูงเฉียบพลัน หนาวสั่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียมาก และอาจมีอาการคัดจมูก เจ็บคอ ถ้าป่วยอยู่นานอาจมีอาการไอเนื่องจากหลอดลมอักเสบ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติได้ภายใน 1 ถึง 2 สัปดาห์ แต่รายที่มีโรคแทรกซ้อน เช่น โรคปอดอักเสบก็อาจมีอาการรุนแรงจนทำให้เสียชีวิตได้

ใครบ้างที่เสียงต่อการเสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่

  1. ผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป
  2. ผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว เช่น โรคปอด โรคหัวใจ โรคไต เบาหวาน ภูมิคุ้มกันบกพร่อง
  3. เด็กที่อายุน้อยกว่า 2 ปี
  4. เด็กที่ทานยาแอสไพรินเป็นเวลานาน
  5. หญิงที่ตั้งครรภ์ในฤดูกาลที่มีไข้หวัดใหญ่ระบาด และมีอายุครรภ์ตั้งแต่ 12 สัปดาห์ขึ้นไป

การป้องกันโรคไข้หวัดและโรคไข้หวัดใหญ่

  • หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับคนที่ป่วยเป็นไข้หวัด
  • ล้างมือให้สะอาดบ่อยๆ
  • หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัสใบหน้าของตนเองโดยไม่จำเป็น
  • ดูแลร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ ด้วยการพักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ถูกหลักอนามัย และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • โรคไข้หวัดใหญ่สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน ปัจจุบันแนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป โดยเฉพาะสำหรับเด็กและผู้สูงอายุ ตลอดจนกลุ่มเสี่ยงที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น

การปฏิบัติตัวเมื่อเป็นโรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่

  • นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ห้ามตรากตรำงานหนัก หรือออกกำลังมากเกินไป
  • ดูแลร่างกายให้อบอุ่นเสมอด้วยการสวมเสื้อผ้าที่อบอุ่น หลีกเลี่ยงการถูกฝนหรืออยู่ในที่อากาศเย็น และไม่ควรอาบน้ำเย็น
  • อยู่ในห้องที่อากาศถ่ายเทได้ดี
  • ควรดื่มน้ำมากๆ และหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเย็น ควรดื่มน้ำอุ่นเพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกายและช่วยลดไข้ รวมถึงช่วยทดแทนน้ำที่สูญเสียไปจากไข้สูง
  • ควรรับประทานอาหารอ่อน น้ำข้าว น้ำหวาน น้ำส้ม น้ำผลไม้
  • ใช้ช้อนกลางเมื่อรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น
  • เช็ดตัวลดไข้บ่อยๆ โดยเฉพาะเด็กเล็กเพราะไข้อาจกระตุ้นให้ชักได้ ควรใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดา อย่าใช้น้ำเย็นจัดหรือน้ำแข็งเช็ดตัว
  • สวมผ้าปิดปากและจมูก เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อ และหมั่นล้างมือให้สะอาด
  • กลั้วคอบ่อยๆ ด้วยน้ำสะอาด
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่ภูมิต้านทานโรคน้อย เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง หรือผู้ป่วยที่กินยากดภูมิคุ้มกันอยู่
เพียงเท่านี้ ท่านก็สามารถป้องกันตนเองและคนที่ท่านรักให้ห่างไกลจากโรคไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ได้แล้วค่ะ
ที่มา : ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ
ขอขอบคุณ : ที่ปรึกษาบทความ : นายแพทย์พรเทพ สวนดอก กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อ

5 วิธีรับมือหน้าหนาว เพื่อผิวสวย สุขภาพดีอยู่เสมอ

เมื่อหน้าหนาวมาถึง สาวๆ ต้องเจอปัญหาด้านสุขภาพผิวที่มีทั้งแห้งแตก ลอกเป็นขุย ถึงแม้เมืองไทยจะหนาวไม่นานก็เถอะ แต่สาวๆ ส่วนใหญ่ก็ไม่อยากเจอปัญหาแบบนี้แน่นอน เพราะฉะนั้นเรามาเตรียมรับมือกับหน้าหนาวด้วย 5 วิธีนี้กันดีกว่า
1.อาบน้ำอุ่น
ไม่ใช่การอาบน้ำที่อุ่นจัดนะ แต่หมายถึงการได้อาบน้ำที่อุ่นพอดีๆ เพื่อให้รูขุมขนเปิดรับการชำระล้างที่สะอาดหมดจด และพร้อมที่จะรับการบำรุงได้อย่างเต็มที่ หากมีเวลาก็อาจไปร้านสปาเพื่อทำการนวดน้ำมันให้ผิวเนียนนุ่มและผ่อนคลาย หรือก่อนทำสปาอาจมีการแช่ออนเซ็นที่เหมาะกับหน้าหนาวก็ได้
2.ทาครีม
การเลือกทาครีมก็สำคัญ เพราะในช่วงหน้าร้อนเราอาจเลือกใช้ครีมบำรุงผิวแบบเจล เพื่อไม่ให้ผิวเราเหนอะหนะ แต่ในช่วงหน้าหนาวนั้นเราไม่สามารถใช้แบบเจลได้ แม้ว่าคุณจะบอกว่าคุณเป็นคนผิวมัน แต่เชื่อเถอะในช่วงหน้าหนาว ผิวมันแค่ไหนก็แห้งได้ เพราะฉะนั้นควรเลือกครีมที่ช่วยให้ผิวชุ่มชื่น หรืออาจใช้น้ำมันมะพร้าวทาผิวเพื่อกักเก็บความชุ่มชื่นใต้ผิวจะดีกว่า
3.ใช้ปิโตรเลี่ยมเจลลี่เป็นประจำ
ปิโตรเลี่ยมเจลลี่ มีหลากหลายยี่ห้อ ซึ่งเราสามารถเลือกใช้ได้ เพราะปิโตรเลี่ยมเจลลี่จะช่วยในการกักเก็บความชุ่มชื่นของผิวได้อย่างดี ไม่ใช่แค่ริมฝีปาก แต่สามารถใช้ทาได้แทบทั้งร่างกายเลยทีเดียว โดยอาจลองพกกระปุกเล็กๆ ติดกระเป๋าไว้ หรือจะตักแบ่งจากกระปุกใหญ่ใส่ในตลับยา พกติดกระเป๋าไว้ใช้ระหว่างวันก็ได้เหมือนกัน

Advertisement
4.ไม่อดอาหาร
สาวๆ ที่กำลังลดน้ำหนักอาจมีการงดอาหารบางประเภท เช่น ไขมัน แป้งต่างๆ แต่การอดอาหารจนมากเกินไป ก็ทำให้ร่างกายขาดวิตามินที่จำเป็นได้ และส่งผลให้ผิวแห้งกรานได้ง่ายเมื่อเจอกับอากาศหนาวเย็น ดังนั้นหากอยู่ในช่วงควบคุมน้ำหนัก ไม่ควรงดกิน แต่ควรเลือกกิน เช่น ไขมันดี แป้งไม่ขัดขาว เพียงเท่านี้ก็ลดน้ำหนักได้โดยไม่ทำร้ายผิวแล้ว
5.ดื่มน้ำให้มาก
ในช่วงหน้าหนาว อากาศที่เย็นอาจไม่ทำให้เรารู้สึกหิวน้ำมากเหมือนช่วงหน้าร้อน แต่ความเป็นจริงร่างกายของเราก็ต้องการน้ำไม่ต่างกัน เพียงแต่เราอาจปรับเปลี่ยนจากการกินน้ำเย็น เป็นน้ำที่อุ่นขึ้นมาสักนิดเพื่อไล่ความเย็น อาจใส่มะนาวกับน้ำผึ้งลงไปในน้ำเพื่อให้คอชุ่มชื่นขึ้นและดับกระหายได้ด้วย
รู้แบบนี้แล้วเมื่อถึงช่วงที่ลมหนาวพัดมาสาวๆ ก็ไม่ต้องกังวลแล้วว่าผิวจะแห้งแตก และลอกเป็นขุยหรือไม่ แค่เราเอาใจใส่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ หมั่นดูแลผิวตามวิธีข้างต้นเป็นประจำ แม้อากาศหนาวแค่ไหนก็มีผิวสวยได้แน่นอน

7 ข้อปฏิบัติ เตรียมพร้อมร่างกาย เพื่อรับมือกับฤดูหนาวของไทย


ช่วงปลายเดือนธันวาคม เข้าเดือนมกราคมเมื่อไร สัญญาณความหนาวก็เริ่มส่งมาทันที ทำให้หลายๆคนอาจจะเจอปัญหาด้านผิวพรรณ และเจ็บป่วยได้ ดังนั้นทางที่ดีเราก็ควรจะเตรียมตัวรับมือกับฤดูหนาวเพื่อให้มีสุขภาพดี ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บด้วย 7 ข้อปฏิบัติดี ๆ ดังนี้

1. ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ

ไม่ว่าอากาศจะหนาวเย็นแค่ไหน ก็สามารถออกกำลังกายได้เสมอ เพียงใส่ชุดให้อบอุ่นแล้วออกมาวิ่งจ๊อกกิ้ง แอโรบิค หรือจะโยคะก็ได้ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บ อีกทั้งการออกกำลังกายยังช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายของคุณได้อีกด้วย

2. มือเท้าต้องมีความอบอุ่น

อากาศหนาว ต้องทำให้ร่างกายอบอุ่นมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการใส่เสื้อกันหนาวและกางเกงขายาว ที่สำคัญควรใส่ถุงมือและถุงเท้าเพื่อให้เกิดความอบอุ่นมากขึ้น เพราะมือและเท้านั้นเป็นแหล่งรวมเส้นประสาท หากปล่อยให้เย็นจนแข็งก็อาจทำให้ไม่ค่อยสบายได้

3. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย

เมื่อเข้าฤดูหนาว คนส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยสบาย จึงควรป้องกันตัวเองด้วยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ครบ 5 หมู่ และเน้นอาหารที่มีธาตุเหล็ก เช่น เนื้อสัตว์ เต้าหู้ ไข่ และธัญพืชเพราะธาตุเหล็กจะช่วยป้องกันโรคหวัดและเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกายได้

4. รับประทานวิตามิน

สำหรับผู้ที่มีร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงเมื่อเจอกับอากาศหนาว อาจจะทำให้ร่างกายเจ็บป่วยได้ จึงควรป้องกันด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์พร้อมๆไปกับการรับประทานวิตามิน เพื่อเป็นการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย เช่น วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินอี เพราะวิตามินเหล่านี้สามารถช่วยให้ห่างไกลจากการเป็นหวัดได้

5. ไม่ควรอาบน้ำอุ่นจัด

เนื่องจากการอาบน้ำอุ่นจัดจะทำให้ความชุ่มชื้นของผิวหายไป และควรหลีกเลี่ยงสบู่ที่มีฟองมาก ๆ เพราะจะดึงความชุ่มชื้นออกไปจากผิว ไม่ควรเช็ดถูผิวแรง ๆ อาจทำให้ผิวลอกมากขึ้น ที่สำคัญไม่จำเป็นต้องสระผมบ่อย ๆ เพราะอาจทำให้หนังศีรษะแห้งเกินไปจนเกิดรังแคได้

6. บำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ

การทาโลชั่นบำรุงผิวหลังอาบน้ำขณะที่ตัวยังหมาด ๆ จะช่วยป้องกันผิวไม่ให้แห้ง แตก ลอก ในฤดูหนาวได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญควรทาให้ทั่วร่างกาย เพราะถ้าทาไม่ทั่วอาจทำให้ผิวแห้งลอกเฉพาะจุดได้ และควรทาลิปบาล์มที่ปากด้วย จะช่วยทำให้ปากชุ่มชื้นไปได้ตลอดทั้งวัน

7. ดื่มเครื่องดื่มที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย

ก่อนนอนควรจะดื่มน้ำอุ่น ๆหรือนมอุ่นๆ จะช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นได้มาก และยังจะช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรงขึ้นอีกด้วย
อย่าลืม 7 ข้อทำได้ไม่ยาก ถ้าอยากมีสุขภาพดี ซึ่งเพียงแค่ปฏิบัติตามทั้ง 7 ข้อดีเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง คุณก็จะมีสุขภาพกายและใจที่ดีตลอดฤดูหนาวนี้แน่นอน

บทความนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้แก่ผู้อ่าน และไม่สามารถแทนการแนะนำของแพทย์ การวินิจฉัยโรค หรือการรักษาได้ ผู้อ่านควรพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ตรวจที่สถานพยาบาลทุกครั้ง และไม่ควรตีความเองหรือวางแผนการรักษาด้วยตัวเองจากการอ่านบทความนี้ ทาง HonestDocs พยายามอัปเดตข้อมูลให้ครบถ้วนถูกต้องอยู่เสมอ คุณสามารถส่งคำแนะนำได้ที่ https://honestdocs.typeform.com/to/kkohc7

หนาวนี้ ดีต่อร่างกายอย่างไร


อากาศหนาวหลายคนอาจไม่ชอบ แต่หลายคนก็ชอบที่จะสัมผัสอากาศหนาว อย่างช่วงสิ้นปีทางภาคเหนือและภาคอีสานของไทยมีอากาศหนาว แต่เคยรู้ไหมว่าอากาศหนาวเย็นแบบนี้มันดีต่อร่างกายของคนเราจริง ๆ นะ  อยากรู้ว่ามันดีอย่างไรก็ต้องลองมาทางนี้กันนะคะ 

 สิ่งที่ควรรู้ก็คือ “ ข้อดีของอากาศหนาว ”
https://pixabay.com
อากาศหนาว ๆ นี้มีข้อดีด้วยนะคะ อย่างเช่น คนที่ชอบเล่นกีฬา อากาศหนาวช่วยลดหรือบรรเทาอาการเจ็บปวดได้ เพราะว่าในฤดูหนาว ถ้าเราเกิดการเจ็บปวด  จะทำให้ร่างกายของคนเรามี  “ฮอร์โมนนอร์อะดรีนาลีน”  ในร่างกายพุ่งขึ้นถึง 3 เท่า ทำให้หลอดเลือดแดงเล็กที่ไปเลี้ยงอวัยวะภายในต่าง  ๆ  เกิดการบีบตัว ความดันเลือดสูงขึ้น จุดไหนที่มีอาการเจ็บปวดก็จะค่อย ๆ มีเลือดไปหล่อเลี้ยง  ทำให้อาการเจ็บปวดลดลงเรื่อย ๆ นั่นเองค่ะ
https://pixabay.com

 และนอกจากนั้น อากาศหนาวยังเหมาะแก่การออกกำลังกายอีกด้วยนะคะ  เพราะมีผลการสำรวจว่าร่างกายของเราจะอึดต่อการออกกำลังกายในฤดูหนาวมากที่สุด
                อากาศหนาวช่วยให้สภาวะจิตใจของผู้คนดีขึ้นมากกว่าเดิม เพราะในรอบปีแต่ละครั้งจะเจอทั้งฤดูฝนที่เปียกแฉะ จะออกไปเดินเล่นที่ ๆ เราชอบก็ไม่ได้  มัวแต่คิดกังวลว่าวันนี้ฝนจะตกไหม ถ้าออกไปไม่อยากพกร่มไปด้วยคงต้องเปียกแน่  ๆ  แน่นอนว่าสาว ๆ หนุ่ม ๆ  คงไม่ชอบตัวเปียกเวลาออกนอกบ้าน หน้าที่แต่งมาเลอะบ้าง เครื่องสำอางไหลย้อย และและในฤดูร้อนสาว ๆ หนุ่ม ๆ หรือคนทั่วไปก็ไม่ชอบเช่นกัน และก็คงมาสาเหตุเหมือน ๆ กันคือ  ออกนอกบ้านร้อน แดดจ้า ผิวเสีย ทำให้เราเก็บตัวอยู่ในบ้านอย่างเดียว แต่แตกต่างกับฤดูหนาว ถึงจะหนาวแต่บรรยากาศด้านนอกก็ยังคงดึงดูดให้เราออกนอกบ้านอยู่ดี
                อากาศหนาวสามารถเบิร์นแคลอรี่ได้มากกว่าเดิม  เพราะในช่วงฤดูหนาวที่มีอากาศเย็น ๆ ไขมันสีน้ำตาลหรือบราวน์แฟต  ซึ่งเป็นไขมันที่มีอยู่ในร่างกายเราอยู่แล้ว  และมันมีหน้าที่เผาผลาญไขมันที่ร่างกายเราสะสมไว้ให้เป็นพลังงานความร้อน เพื่อสร้างให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย   และจะทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งก็เท่ากับว่าร่างกายจะมีโอกาสได้เผาผลาญไขมันสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ฉะนั้นการออกกำลังกายในช่วงหน้าหนาวจึงเหมาะสมอย่างยิ่งค่ะ
                ในช่วงอากาศหนาวแบบนี้จะสามารถลดพาหะการติดเชื่อต่าง ๆ ได้มากขึ้น เป็นการติดเชื้อหรือพาหะต่าง ๆ เช่น จากยุง อากาศหนาวทำให้ยุงลดน้อยลง  ทำให้ร่างกายปราศจากการติดเชื้อมากกว่าฤดูอื่น ๆ

                ได้รู้เรื่องราวดี ๆ ของฤดูหนาวไปแล้ว  หวังว่าหลายคนที่ไม่ชอบฤดูหนาวจะหันมาชอบฤดูหนาวกันบ้างนะคะ  เพราะฤดูหนาวให้สุขภาพร่างกายที่ดีแก่เราได้เหมือนกัน  ไม่ใช่ว่าฤดูหนาวจะมีแค่อากาศหนาว ๆ เท่านั้นค่ะ 


เรียบเรียงโดย   เกศราภรณ์   พลศรีดา
ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก  http://design.drr.go.th/

ข้อคิดเห็นจากเครือข่าย TKP

 
Copyright © 2018 ศูนย์ข้อมูลความรู้ประชาชนจังหวัดแพร่. Designed by OddThemes > Developed by mediathailand