TKP HEADLINE

Showing posts with label 51.วิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพ. Show all posts
Showing posts with label 51.วิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพ. Show all posts

[COVID-19] เซฟตัวเองจากโควิด ดูแลสุขภาพจิตไม่ให้โคม่า

[COVID-19] เซฟตัวเองจากโควิด ดูแลสุขภาพจิตไม่ให้โคม่า



หลายประเทศทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19  กันถ้วนหน้า ภัยร้ายของไวรัสนี้ไม่เพียงบ่อนลายระบบภายในร่างกาย ยังส่งผลถึงเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ทำให้การใช้ชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไปจากเดิม เพราะต้องปฏิบัติตัวให้สอดคล้องกับมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social distancing) ร่วมมือร่วมใจอยู่ห่างกันไว้ เพื่อชะลอการแพร่ระบาดของไวรัส  ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเช่นนี้ ทำให้หลายคนรู้สึกเครียดและวิตกกังวลไปตามๆ กัน ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทยได้ให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพจิตในช่วงระบาดของไวรัส COVID -19 ที่ทุกคนนำไปปรับใช้ได้
  • เลือกรับข้อมูลที่เชื่อถือ
การแพร่ระบาดของ COVID-19 เป็นประเด็นที่คนให้ความสนใจมาก ทุกสื่อต่างพร้อมใจแชร์ข่าวสาร อัพเดตกันทุกๆ ชั่วโมงเลยทีเดียว โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ที่เผยแพร่ข้อมูลได้รวดเร็ว แต่ก่อนจะแสดงความคิดเห็น หรือส่งต่อให้คนที่เรารู้จัก ควรตรวจสอบให้ดีว่าเป็นแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือหรือไม่ เพราะบางข้อมูลอาจเป็นข้อคิดเห็นมากกว่าข้อเท็จจริง หากไม่แน่ใจควรรอข่าวยืนยันจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ เช่น หน่วยงานรัฐบาลหรือหน่วยงานด้านสาธารณสุข ถ้าเราส่งต่อข้อมูลผิดๆ จะยิ่งทำให้คนสับสน และสังคมเกิดปัญหามากขึ้น
  • ลดการเสพข้อมูล
การรับข้อมูลข่าวสารให้ทันต่อเหตุการณ์เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ถ้าอ่านและดูข่าวมากเกินไปโดยไม่สนใจเรื่องอื่นๆ เลย จะยิ่งทำให้คิดมากและเครียดกว่าเดิม ควรจำกัดเวลารับข่าวสารว่าแต่ละวันจะใช้เวลาเท่าไหร่ และเช็กข่าวเวลาไหน ปิดการแจ้งเตือนจากโซเชียลบ้าง วิธีนี้ช่วยดูแลสุขภาพจิตให้ผ่อนคลายจากความเครียด และควรเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าการติดตามข่าวสารก็เพื่อให้เราเฝ้าระวังและรู้วิธีป้องกันตัวเองไม่ให้อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ไม่ใช่ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกกลัวจนตื่นตระหนกเกินกว่าเหตุ
  • คลายเครียดด้วยงานอดิเรก
ช่วงนี้หลายๆ คนได้ทำงานอยู่ที่บ้าน (Work from home) ตามมาตรการ Social distancing เป็นโอกาสดีที่เราจะได้สำรวจตัวเอง และหันมาดูแลสุขภาพจิตอย่างจริงจัง เมื่อรับผิดชอบงานเสร็จแล้ว ควรแบ่งเวลาให้งานอดิเรกบ้าง โดยจะต้องเป็นกิจกรรมที่ไม่เพิ่มความเสี่ยงในการแพร่เชื้อ เช่น ออกกำลังกายอยู่ที่บ้าน ดูซีรี่ย์ ทำอาหาร เล่นเกมส์ ฯลฯ ช่วงเวลาที่เราจดจ่ออยู่กับกิจกรรมที่ชอบ ร่างกายจะหลั่งสารเอ็นโดรฟินหรือสารแห่งความสุข ช่วยให้รู้สึกดี สบายตัว ผ่อนคลายจิตใจได้ดีเลยทีเดียว เพราะฉะนั้นอย่าปล่อยให้ตัวเองเครียด จำกัดบริเวณได้ แต่อย่าจำกัดความสุขของจิตใจ
  • รู้เท่าทันอารมณ์ตัวเอง
การรู้เท่าทันอารมณ์ก็คือการรู้จักดูแลและควบคุมอารมณ์ตัวเอง ในวิกฤติโรคระบาดนี้หลายคนรู้สึกเศร้า เครียด สิ้นหวัง  ซึ่งมาจากสาเหตุที่แตกต่างกัน ควรทำตามคำแนะนำในการดูแลสุภาพจิตดังนี้ 
  •  ตระหนักและยอมรับ รับรู้ว่าตอนนี้เรากำลังรู้สึกไม่มั่นคงทางจิตใจและต้องการการดูแล เช่น อารมณ์โกรธ เศร้า เหงา 
  • หาสาเหตุให้เจอ  คิดและไตร่ตรองหาสาเหตุว่าทำไมเราถึงรู้สึกแบบนี้ เครียดเพราะอะไร กังวลไปทำไม อาจจะเขียนสิ่งที่กังวลในกระดาษ แล้วลองเชื่อมโยงหาสาเหตุ  เพื่อให้เข้าใจที่มาของปัญหา 
  • ปรึกษาคนที่ไว้ใจได้ อย่าแบกรับปัญหาไว้คนเดียว การได้ระบายและพูดคุยกับคนใกล้ตัว จะทำให้เราได้กำลังใจและข้อเสนอแนะในการรับมือกับปัญหา ช่วยลดความเครียด แต่ถ้ายังรู้สึกกังวลจนหาทางออกไม่ได้ ควรปรึกษาจิผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์ที่ดูแลสุขภาพจิตโดยตรง
  • มีสติอยู่กับปัจจุบัน ตั้งสติเพื่อรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน สุขภาพ ของตัวเองหรือคนใกล้ตัว เมื่อไหร่ที่เกิดความเครียดให้ลองคิดถึงปัจจุบัน รับรู้ถึงลมหายใจตัวเอง ลองหายใจเข้า-ออก สัก 10 ครั้ง ช้าๆ แบบต่อเนื่อง จะช่วยให้จิตใจเราสงบมากขึ้น แล้วพร้อมคิดหาทางแก้ปัญหาต่อไป
  • แบ่งปันและให้กำลังใจ
ในสถานการณ์ที่หลายคนในสังคมกำลังลำบาก เราสามารถหยิบยื่นความปราถนาดีให้แก่กัน  ส่งกำลังใจ หรือบริจาคช่วยเหลือสิ่งของให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามศักยภาพที่เราทำได้ เพราะทุกคนต้องการพลังใจที่จะต่อสู้กับวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน สิ่งที่ไม่ควรทำคือการแสดงท่าทีรังเกียจหรือซ้ำเติมผู้ติดเชื้อ หรือแสดงความเห็นแก่ตัวโดยไม่คิดถึงผู้อื่น เช่น การกักตุนสินค้าเกินความจำเป็น หรือฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า เอารัดเอาเปรียบ ฯลฯ เพราะจะยิ่งทำให้สังคมเป็นทุกข์มากขึ้น และจะส่งผลลบกับอารมณ์และจิตใจของเราในที่สุด
การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 สั่นคลอนทั่วทั้งสังคมและสะเทือนไปถึงจิตใจ เราจึงจำเป็นต้องดูแลสุขภาพจิตให้แข็งแรงไปพร้อมๆ กับการใส่ใจสุขภาพกาย รับมืออย่างมีสติด้วยการตระหนักแต่ไม่ตระหนก ให้กำลังใจซึ่งกันและกันเพื่อก้าวผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้
ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย
#คว้าโอกาสที่ใช่ให้ชีวิตได้เรียนรู้
#jobsDB

โควิด-19 คืออะไร?








ไวรัสโคโรนา หรือโควิด-19 คืออะไร ?
ไวรัสโคโรนา (Coronavirus) เป็นไวรัสที่ถูกพบครั้งแรกในปี 1960 แต่ยังไม่ทราบแหล่งที่มาอย่างชัดเจนว่ามาจากที่ใด แต่เป็นไวรัสที่สามารถติดเชื้อได้ทั้งในมนุษย์และสัตว์ ปัจจุบันมีการค้นพบไวรัสสายพันธุ์นี้แล้วทั้งหมด 6 สายพันธุ์ ส่วนสายพันธุ์ที่กำลังแพร่ระบาดหนักทั่วโลกตอนนี้เป็นสายพันธุ์ที่ยังไม่เคยพบมาก่อน คือ สายพันธุ์ที่ 7 จึงถูกเรียกว่าเป็น “ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่” และในภายหลังถูกตั้งชื่ออย่างเป็นทางการว่า “โควิด-19” (COVID-19) นั่นเอง
อาการเมื่อติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือไวรัสโควิด-19 
อาการของไวรัสโควิด-19 ที่สังเกตได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง ดังนี้
  1. มีไข้
  2. เจ็บคอ
  3. ไอแห้ง ๆ
  4. น้ำมูกไหล
  5. หายใจเหนื่อยหอบ
กลุ่มเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19
  • เด็กเล็ก (แต่อาจไม่พบอาการรุนแรงเท่าผู้สูงอายุ)
  • ผู้สูงอายุ
  • คนที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว เช่นโรคหัวใจ เบาหวาน โรคปอดเรื้อรัง
  • คนที่ภูมิคุ้มกันผิดปกติ หรือกินยากดภูมิต้านทานโรคอยู่
  • คนที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานมาก (คนอ้วนมาก)
  • ผู้ที่เดินทางไปในประเทศเสี่ยงติดเชื้อ เช่น จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง  มาเก๊า สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม อิตาลี อิหร่าน ฯลฯ
  • ผู้ที่ต้องทำงาน หรือรักษาผู้ป่วย ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 อย่างใกล้ชิด
  • ผู้ที่ทำอาชีพที่ต้องพบปะชาวต่างชาติจำนวนมาก เช่น คนขับแท็กซี่ เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล ลูกเรือสายการบินต่าง ๆ เป็นต้น

หากมีอาการโควิด 19 ควรทำอย่างไร ?
  • หากมีอาการของโรคที่เกิดขึ้นตาม 5 ข้อดังกล่าว ควรพบแพทย์เพื่อทำการตรวจอย่างละเอียด และเมื่อแพทย์ซักถามควรตอบตามความเป็นจริง ไม่ปิดบัง ไม่บิดเบือนข้อมูลใด ๆ เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อการวินิจฉัยโรคอย่างถูกต้องมากที่สุด
  • หากเพิ่งเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง ควรกักตัวเองอยู่แต่ในบ้าน ไม่ออกไปข้างนอกเป็นเวลา 14-27 วัน เพื่อให้ผ่านช่วงเชื้อฟักตัว (ให้แน่ใจจริง ๆ ว่าไม่ติดเชื้อ)
วิธีป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่
  1. หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไอ จาม น้ำมูกไหล เหนื่อยหอบ เจ็บคอ
  2. หลีกเลี่ยงการเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง
  3. สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ
  4. ระมัดระวังการสัมผัสพื้นผิวที่ไม่สะอาด และอาจมีเชื้อโรคเกาะอยู่ รวมถึงสิ่งที่มีคนจับบ่อยครั้ง เช่น ที่จับบน BTS, MRT, Airport Link ที่เปิด-ปิดประตูในรถ กลอนประตูต่าง ๆ ก๊อกน้ำ ราวบันได ฯลฯ เมื่อจับแล้วอย่าเอามือสัมผัสหน้า และข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวต่าง ๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ กระเป๋า ฯลฯ
  5. ล้างมือให้สม่ำเสมอด้วยสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลอย่างน้อย 20 วินาที ความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ไม่ต่ำกว่า 70% (ไม่ผสมน้ำ)
  6. งดจับตา จมูก ปากขณะที่ไม่ได้ล้างมือ
  7. หลีกเลี่ยงการใกล้ชิด สัมผัสสัตว์ต่าง ๆ โดยที่ไม่มีการป้องกัน
  8. รับประทานอาหารสุก สะอาด ไม่ทานอาหารที่ทำจากสัตว์หายาก
  9. สำหรับบุคลากรทางการแพทย์หรือผู้ที่ต้องดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 โดยตรง ควรใส่หน้ากากอนามัย หรือใส่แว่นตานิรภัย เพื่อป้องกันเชื้อในละอองฝอยจากเสมหะหรือสารคัดหลั่งเข้าตา
เครดิตข้อมูลจาก : https://www.gj.mahidol.ac.th/main/covid19/covid19is/

ผักเหลียง โปรวิตามินเอจากธรรมชาติ บำรุงดวงตา

 ผักเหมียงหรือผักเหลียง ถ้าเป็นชาวปักษ์ใต้แท้ก็จะเรียกผักเขรียง เป็นผักที่มีในท้องถิ่นภาคใต้ มีถิ่นกำเนิดในประเทศสิงคโปร์ เดิมเป็นผักป่าขึ้นเองทั่วไป ต่อมานิยมบริโภคกว้างขวางมากขึ้น ก็มีชาวบ้านเอามาปลูกร่วมกับยาง ปรากฏว่าต้นงามและรสชาติอร่อย จากนั้นก็ขยายพันธุ์และปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ
ผักเหมียง ยังรู้จักในชื่ออื่น ๆ ที่เรียกกันตามท้องถิ่น เหลียง (ชุมพร ระนอง ประจวบคีรีขันธ์-ใต้), เหมียง (พังงา ภูเก็ต กระบี่-ใต้), เขลียง เรียนแก่ (นครศรีธรรมราช), เหรียง (สุราษฎร์ธานี), ผักกะเหรี่ยง (ชุมพร), ผักเมี่ยง (พังงา) มีชื่อวิทยาศาสตร์ : Gnetum gnemon L. Var. tenerum Markgr. 

          ผักเหมียง เป็นพืชในวงศ์ GNETACEAE เป็นไม้พุ่มสูงประมาณ 3-4 เมตร เป็นพืชที่เจริญทางใบมากกว่าลำต้นรากแก้ว ปลายใบเรียวแหลมและปลายใบมนแหลม ใบสีเขียวเป็นมันสดใสเมื่ออยู่ในร่มเงา แต่ถ้าอยู่ในที่โล่งใบจะสีจางหรือขาวทั้งใบ ขยายพันธุ์ได้หลายวิธี ทั้งการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำหรือใช้ต้นจากรากแขนงปลูกได้ทั้งนั้น 
    
          ธรรมชาติของผักชนิดนี้ไม่ชอบแสงแดดและความร้อนสูง เจริญเติบโตดีในสภาพร่มเงา พบทั่วไปตามเนินเขาและที่ราบ ให้ผลผลิตมากที่สุดในฤดูร้อน คือ เดือนกุมภาพันธ์-มิถุนายน และผลผลิตต่ำสุดในช่วงฤดูฝน คือ เดือนพฤศจิกายน-มกราคม ปัจจุบันกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอีกตัวหนึ่ง และมีการนำไปทดลองปลูกตามตามอื่นๆ ทั้งเหนือ กลาง อีสาน มากขึ้น โดยเฉพาะการปลูกคู่กับยางพารา จนเรียกว่าพืชร่วมยาง ซึ่งได้ประโยชน์จากร่มเงาของต้นยางช่วยให้รสชาติผักอร่อยยิ่งขึ้น
    
          ผักเหมียงได้ชื่อว่าเป็นราชินีของผักพื้นบ้านภาคใต้ ด้วยรสชาติอร่อยถูกปาก มีรสชาติหวานมัน อมขมและติดฝาดเล็กน้อย ชาวบ้านใช้เป็นผักเหนาะรับประทานคู่กับอาหารที่มีรสเผ็ดจัด ช่วยตัดรสจัดจ้าน ลดความเผ็ดลงได้ และถ้านำไปผัดน้ำมันหอยจะอร่อยเลิศทีเดียว
    
ผักเหมียง

          ผักเหมียงเป็นผักกินใบ จะเลือกเอาใบอ่อนมาปรุงอาหาร บ้างก็เอามาแกงเลียง ทำห่อหมก แกงจืด แกงส้ม เรียกว่าทำได้ทุกเมนู แถมผัดใส่ไข่ก็อร่อยมากเหมาะสำหรับทำให้เด็กรับประทานเพื่อเติมคุณค่าสารอาหารให้ครบถ้วน 

          ถ้ากล่าวถึงสารอาหารในผักเหมียงที่ได้รับการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการจากภาคอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ พบว่าใบเขียวเข้มของผักเหมียงอุดมด้วยสารเบต้าแคโรทีนสูงมาก ซึ่งเหมาะกับเด็กที่กำลังเจริญเติบโตและผู้ที่มีปัญหาในเรื่องสายตาหรือการขาดวิตามินเอ
    
          เจ้าสารเบต้าแคโรทีนนั้น เมื่อไปจับกับไขมันจะเปลี่ยนเป็นโปรวิตามินเอ (วิตามินเอถ้าได้จากสัตว์จะอยู่ในรูปของวิตามินเอ แต่ถ้าได้จากพืชจะอยู่ในรูปของเบต้าแคโรทีน และเมื่อจับกับน้ำมันจะเปลี่ยนรูปไปเป็นวิตามินเอ เราเรียกว่าโปรวิตามินเอ) ซึ่งมีประโยชน์ในการแก้ตาบอดกลางคืนหรือตาฝ้าฟางได้ดี 

          การทำงานของเบต้าแคโรทีนในการบำรุงสุขภาพของดวงตา เบต้าแคโรทีนจะย่อยสลายที่ตับแล้วจะได้วิตามินเอ ซึ่งร่างกายนำไปใช้สร้างสารโรดอปซินในดวงตา ส่วนเรตินา ทำให้ตามีความสามารถในการมองเห็นในตอนกลางคืนได้  และยังลดความเสื่อมของเซลล์ของลูกตา ลดความเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจกด้วย
    
          ประโยชน์ถัดมาคือลดความเสี่ยงต่อภาวะมะเร็ง จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญตัวหนึ่ง เมื่อร่างกายมีสารตัวนี้จึงช่วยป้องกันการเกิดเซลล์เนื้อร้ายหรือเซลล์มะเร็งได้ และยังช่วยกระตุ้นเซลล์ภูมิต้านทานในร่างกายที่ชื่อทีเฮลเปอร์ ให้ทำงานต้านสิ่งแปลกปลอมได้ดีขึ้น ให้ผลดีกับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อมะเร็ง และที่สำคัญกลุ่มสารดังกล่าวยังช่วยเติมความเปล่งปลั่งให้กับผิว ป้องกันความเหี่ยวย่น ชะลอความชราหรือต้านความแก่ได้ดี
    
          ซึ่งสอดคล้องกับบันทึกของตำรายาสมุนไพรของชาวบ้านที่กล่าวว่า ผักเหมียงมีประโยชน์ต่อร่างกายเมื่อรับประทานแล้วจะช่วยบำรุงสายตา ทำให้สดชื่น กระปรี้กระเปร่า แก้กระหายน้ำได้ดี โดยส่วนมากชาวสวนยางจะรู้ดีในเรื่องดี เวลากระหายน้ำหรือเหนื่อยมักจะเด็ดยอดอ่อนสด ๆ เคี้ยวไปเรื่อย ๆ ซึ่งจะช่วยลดการกระหายน้ำได้ 

          และทีเด็ดสำคัญคือชาวบ้านจะใช้ใบผักเหมียงบำรุงผิว โดยเฉพาะรักษาฝ้าได้ดี และรสหวานมันของผักยังช่วยบำรุงฟัน กระดูกและเอ็นได้ดี ซึ่งสอดรับกับคุณค่าทางโภชนาการ ในใบเหมียงนอกจากอุดมด้วยเบต้าแคโรทีนแล้ว ยังมีแคลเซียมสูงซึ่งมักจะพบมากในพวกผักใบเขียวอยู่แล้ว
    
          นอกจากนี้ กลุ่มสารอาหารที่สำคัญที่พบคือพวกวิตามินบี ซึ่งช่วยในเรื่องของระบบประสาท บำรุงประสาทได้ดี วิตามินบีหนึ่งนั้นดีต่อสมองและความจำ วิตามินบี 2 ช่วยเผาผลาญกรดอะมิโนจากโปรตีน คาร์โบไฮเดรตและไขมัน ให้เป็นพลังงานแก่ร่างกาย ไนอาซินช่วยให้กระบวนการเผาผลาญอาหารในร่างกายเป็นไปด้วยดี และทำให้กระบวนการผลิตไขมันที่จำเป็นเป็นไปด้วยดี
    
          เนื่องเพราะเป็นผักประจำถิ่นภาคใต้จึงมีเยอะ โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดระนอง พังงา ชุมพร สุราษฎร์ธานี กระบี่ และตรัง ชาวบ้านในจังหวัดระนองจึงนำเอาใบผักเหลียงมาแปรรูปเป็นข้าวเกรียบผักเหลียง เพื่อเพิ่มมูลค่า เป็นสินค้า OTOP รสชาติอร่อยดี 
    
          ทั้งหมดนี่คือประโยชน์ของผักพื้นบ้านใบเขียว ๆ ที่หน้าตาอาจดูเหมือนไม่ชวนอร่อย แต่ถ้าได้ลิ้มลองแล้วรับประกันได้ว่าอร่อยชัวร์ ไม่ว่าจะเป็นเมนูผัดน้ำมันหอย ผัดใส่ไข่ แกงเลียง แกงจืด ล้วนรสเลิศทั้งนั้นค่ะ


      

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

10 วิตามินบำรุงสายตา ตาพร่า ตามัว ดูแลด้วยอาหารใกล้ตัวตามนี้ !

 บำรุงสายตาให้แข็งแรงด้วยวิตามินบำรุงสายตาที่หาได้จากอาหารใกล้ตัว มองเห็นไม่ชัด สายตาพร่ามัว ต้องจัดเลย

          บำรุงสายตาด้วยวิตามินอะไรดี หลายคนอาจลืมเลือนไปค่ะว่าวิตามินบำรุงสายตามีวิตามินอะไรบ้าง และแหล่งวิตามินบำรุงสายตาหาได้จากอาหารประเภทไหน ดังนั้นเพื่อความไม่มัว ไม่พร่าเลือนของสายตา กระปุกดอทคอมเลยจัดวิตามินบำรุงสายตามาให้ มาดูซิว่าหาได้จากอาหารอะไรบ้าง
บำรุงสายตาด้วยวิตามินอะไรดี

          วิตามินบำรุงสายตามีอยู่หลายตัวด้วยกัน โดยหน้าที่ของแต่ละวิตามินบำรุงสายตาก็มีคุณสมบัติแตกต่างกันไปค่ะ ซึ่งสามารถจำแนกได้ ดังนี้

อาหารบำรุงสายตา
1. วิตามิน A

          วิตามินเอเป็นวิตามินที่ช่วยบำรุงสายตาในส่วนการทำงานของจอประสาทตา มีบทบาทสำคัญด้านการมองในที่มืด ซึ่งแหล่งอาหารที่มีวิตามินเอค่อนข้างสูง จะอยู่ในอาหารประเภทผักใบเขียว เช่น ชะอม คะน้า ยอดกระถิน ตำลึง ผักโขม ผักบุ้ง เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบวิตามินเอได้ในฟักทอง แครอท เสาวรส มะละกอ มะม่วงสุก และตับหมูอีกด้วย

อาหารบำรุงสายตา
2. วิตามิน B

          ไม่ใช่แค่ป้องกันโรคเหน็บชาหรือปากนกกระจอกเท่านั้น แต่วิตามินบีก็มีส่วนสำคัญในการบำรุงสายตา โดยเฉพาะวิตามิน B1 และ B12 ซึ่งมีบทบาทในการชะลอการเกิดต้อกระจก โดยแหล่งที่มีวิตามินบีอยู่มากก็ได้แก่อาหาร เช่น ตับ ไข่ เนื้อสัตว์ นมสด เป็นต้น

อาหารบำรุงสายตา
3. วิตามิน C

          มีการศึกษาที่พบว่า วิตามินซีมีส่วนช่วยชะลอการเกิดต้อกระจกได้ ด้วยสรรพคุณของสารต้านอนุมูลอิสระที่จะช่วยบำรุงหลอดเลือดฝอยให้แข็งแรง ทำให้ส่งเลือดไปยังจอประสาทตาและเลนส์ตาได้ดีขึ้น จึงช่วยชะลอความเสื่อมจากโรคต้อกระจกและจอประสาทตาเสื่อมได้

          ทั้งนี้เราสามารถหาวิตามินซีได้จากผลไม้ ได้แก่ ฝรั่ง ส้ม สับปะรด มะขามป้อม และผักอย่างพริกหวาน มะเขือเทศ กะหล่ำดอก รวมไปถึงบรอกโคลี


4. วิตามิน E


          วิตามินอีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในเซลล์รับแสงที่จอประสาทตา ช่วยปกป้องดวงตาจากแสงแดด และยังมีการศึกษาพบว่า วิตามินอีมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงโรคต้อกระจกได้ โดยแหล่งอาหารที่พบวิตามินอีอยู่มากก็ได้แก่ ข้าวกล้อง ถั่วเมล็ดแห้ง งา ข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ น้ำมันพืช น้ำมันดอกคำฝอย ข้าวโพด และถั่วเหลือง เป็นต้น

อาหารบำรุงสายตา
5. เบต้าแคโรทีน 

          สารต้านอนุมูลอิสระอย่างเบต้าแคโรทีน เป็นสารตั้งต้นของวิตามิน A ดังนั้นนอกจากจะมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระแล้ว เบต้าแคโรทีนยังช่วยในการมองเห็นในที่มืดเช่นเดียวกับคุณสมบัติของวิตามิน A โดยเราสามารถรับเบต้าแคโรทีนได้จากแครอท มะละกอ ข้าวโพดอ่อน หน่อไม้ฝรั่ง ผักบุ้ง เป็นต้น 
6. ลูทีนและซีแซนทีน 

          ลูทีนและซีแซนทีนเป็นส่วนประกอบสำคัญที่พบในจุดรับภาพที่จอประสาทตาและเลนส์ตา ทำหน้าที่ช่วยปกป้องเซลล์ของจอประสาทตาไม่ให้ถูกทำลาย โดยวิตามินทั้งสองชนิดนี้มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ และจากการศึกษายังพบด้วยว่า ลูทีนและซีแซนทีนมีส่วนช่วยชะลอการเกิดต้อกระจก และโรคจอประสาทตาเสื่อม ซึ่งสามารถหาลูทีนและซีแซนทีนได้จากผัก-ผลไม้ที่มีสีเขียวเข้มและสีเหลือง เช่น ผักคะน้า ปวยเล้ง ผักโขม บรอกโคลี ข้าวโพด และพบได้ในไข่แดง เป็นต้น

อาหารบำรุงสายตา
7. ซีลีเนียม

          สารต้านอนุมูลอิสระอีกตัวหนึ่งที่พบได้มากในหอยนางรม หอยลาย ตับไก่ และเมล็ดทานตะวัน โดยซีลีเนียมมีส่วนช่วยชะลอการเกิดต้อกระจกและมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย

8. สังกะสี 


         สังกะสีมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระเช่นกัน และจากการศึกษายังพบด้วยว่า สารต้านอนุมูลอิสระในสังกะสีมีส่วนช่วยชะลอความเสื่อมของจอประสาทตาที่มีอาการอยู่แล้ว ให้เกิดความเสื่อมช้าลง โดยแหล่งที่พบสังกะสี ได้แก่ หอยนางรม ตับ และเนื้อสัตว์


อาหารบำรุงสายตา
9. โอเมก้า 3 

          กรดไขมันอย่างโอเมก้า 3 มีบทบาทสำคัญในการรักษาภาวะตาแห้ง ซึ่งกรดไขมันโอเมก้า 3 พบได้มากในปลาทะเล เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาซาร์ดีน ปลากะพง ปลาช่อน และในผลไม้ เช่น กีวี เป็นต้น

10. เคอร์ซีทิน 


          สารเคอร์ซีทินเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยต้านความเสื่อมของจอประสาทตา และป้องกันการเกิดโรคต้อหิน โดยเราสามารถหาแหล่งของเคอร์ซีทินได้ในหอมแดงเลยค่ะ

          นอกจากวิตามินบำรุงสายตาเหล่านี้แล้ว ยังมีอาหารบำรุงสายตาอีกจำนวนไม่น้อยที่อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อระบบประสาทตาและการมองเห็นด้วยนะคะ ตามนี้เลย

          - 10 ซูเปอร์ฟู้ดบำรุงสายตา คนติดหน้าจอ ติดโซเชียล กินให้ไว

          - ดอกอัญชัญ สมุนไพรบำรุงสายตา ดูแลเส้นผมให้เงางาม

          - ผักบุ้ง สรรพคุณจัดเต็ม บำรุงสายตา ลดเบาหวาน ของดีที่หาทานได้ใกล้ตัว


ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย
Golden Place

16 ความรู้เกี่ยวกับอาหารที่เรากิน มันอาจจะทำให้คุณหันมากินอะไรที่ดีต่อสุขภาพได้เลยนะ

อาหารคือสิ่งที่เราจะต้องเจออยู่ทุกๆ วัน เพราะเรื่องของการกินเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากกับชีวิตของมนุษย์ แต่ถึงแม้ว่าเราจะได้หยิบจับหรือบริโภคมันอยู่ตลอด แต่จริงๆ แล้วมันอาจจะมีความลับบางอย่างซ่อนเอาไว้โดยที่คุณไม่เคยรู้มาก่อนก็ได้
วันนี้เราจึงจะมาพูดเรื่องราวเกี่ยวกับอาหารการกิน วิธีการบริโภค หรือเรื่องราวแปลกๆ เกี่ยวกับอาหารที่เพื่อนๆ อาจจะไม่รู้กันมาก่อน มีอะไรบ้าง ไปติดตามอ่านกันเลยจ้า

1. สติ๊กเกอร์ที่ติดอยู่บนผลไม้สามารถกินได้

ปกติเราทุกคนเลือกที่จะแกะมันออก แต่ ความจริง แล้วมันเป็นสติ๊กเกอร์ที่ทำมาจากกระดาษกินได้ รวมถึงกาวที่ใช้ก็อยู่ในเกรดที่สามารถใช้กับอาหารได้อย่างเหมาะสม ซึ่งมีไว้เผื่อเวลาที่เราเผลอกินมันเข้าไป

2. คนที่กินอาหารเผ็ดบ่อยๆ มีแนวโน้มที่จะอายุยืนยาวกว่า

จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยการแพทย์ฮาร์วาร์ด บอกว่าการกินอาหารเผ็ดๆ หนึ่งจานต่อวันจะช่วยลดความเสี่ยงในการตายลงไป 14 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับคนที่กินเผ็ดแค่สัปดาห์ละครั้งหรือน้อยกว่านั้น ซึ่งนั่นน่าจะเป็นผลจากส่วนผสมของอาหารที่ออกฤทธิ์ทางชีวภาพ ทำให้ช่วยรักษาระดับคอเรสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์

3. ไม่ควรนำมะเขือเทศไปแช่ตู้เย็น เพราะว่ามันจะเสียรสชาติ

หากใครทำอาหารคงจะทราบเรื่องนี้กันดี และวันนี้ได้มีการศึกษาที่มาสนับสนุนความคิดดังกล่าวที่บอกว่า มะเขือเทศจะสูญเสียความสามารถในการพัฒนารสชาติของตัวเองให้เต็มที่ เมื่ออยู่ในอากาศเย็น

4. มะนาวมีน้ำตาลมากกว่าสตรอว์เบอร์รี่

แต่ว่ามันมีกรดไซตริกมากจนเกินไปจึงทำให้เราไม่สามารถรับรู้ถึงความหวานของมันได้

5. การทำอาหารในไมโครเวฟคือวิธีการที่ดีที่สุดสำหรับการรักษาแร่ธาตุและสารอาหารเอาไว้

การนำผักใส่น้ำไปต้มในไมโครเวฟจะทำให้เราได้รับประโยชน์มากกว่าวิธีการอื่นๆ

6. ไข่แดงมีสารอาหารอยู่มากกว่าไข่ขาว

ไข่ขาวมีโปรตีนมากกว่าจึงเหมาะกับการไดเอต แต่ถ้าเราต้องการวิตามินและแร่ธาตุแล้วล่ะก็ ทั้งหมดนั้นมันมีอยู่ในไข่แดง

7. ประเทศฝรั่งเศสสั่งห้ามไม่ให้มีการเติมซ้ำอย่างไม่จำกัด (หรือที่เราเรียกว่ารีฟีล)

นี่เป็นนโยบายที่ออกมาต่อสู้กับความอ้วน ห้ามมีการเติมซ้ำแบบฟรีให้กับใครทั้งนั้น หากใครต้องการน้ำอัดลม น้ำตาล หรือแคลลอรี่เพิ่ม จะต้องจ่ายเงินซื้อเอาอย่างเดียวเท่านั้น

8. แค่ดมกลิ่นช็อกโกแลตก็ช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลาย

ต้องดมช็อคโกแลตจริงๆ นะ ไม่ใช่ช็อกโกแลตสังเคราะห์ จะช่วยลดความคิดเล็กคิดน้อย ทำให้เรารู้สึกสงบลงมากกว่าเดิม

9. แตงกวามีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่ 69 เปอร์เซ็นต์

เทียบเท่าได้กับผักกาดแก้ว ผักกาด Butterheaf และซุกินี

10. ผักแช่แข็งมีสารอาหารอยู่มากกว่าผักที่ไม่ได้แช่แข็ง

ผลไม้แช้แข็งจะถูกเก็บมาในตอนที่มันสุกงอมดีแล้ว ในขณะที่ผักที่ไม่ถูกแช่แข็งหรือผักนอกฤดูจะถูกเก็บมาในตอนที่มันยังไม่สุกงอมดีนัก และต้องสูญเสียสารอาหารไปเป็นจำนวนมากในระหว่างการเดินทาง เนื่องจากโดนแสงแดดและความร้อน

11. เมืองซีแอตเทิล รัฐวอร์ชิงตัน สหรัฐอเมริกา ถือว่าการทิ้งอาหารลงถังขยะเป็นเรื่องผิดกฎหมาย

ถ้าคุณทำแบบนั้นล่ะก็จะต้องเสียค่าปรับ เพราะผู้คนในเมืองนี้จะนำอาหารเหลือไปทำปุ๋ยหมัก

12. บนโลกของเรามีแอปเปิลที่แตกต่างกันราวๆ 10,000 แบบ

มันมีความหลากหลายในเรื่องของขนาด รูปร่าง รสชาติ หรือแม้แต่สี บางผลกรอบกว่า หวานกว่า หรือใหญ่กว่าลูกอื่นๆ

13. น้ำผึ้งไม่มีวันหมดอายุ

เป็นเรื่องจริงที่ก่อนหน้านี้เคยมีการค้นพบน้ำผึ้งที่เก่าแก่กว่า 5,000 ปี โดยที่ยังสามารถกินได้อยู่

14. เกลือสมุทร (Sea Salt) ไม่ได้ดีต่อสุขภาพมากกว่าหรือน้อยกว่าเกลือปกติ

เอาจริงๆ คือพื้นฐานของทั้งสองอย่างเรียกว่าเหมือนกันเลย โดยเฉพาะด้านสารอาหาร และพวกมันยังมีปริมาณโซเดียมเท่ากันตามน้ำหนักอีกต่างหาก

15. ช็อกโกแลตช่วยบรรเทาอาการไอเรื้อรัง

มันเป็นสิ่งที่มีประสิทธิภาพมากกว่ายาแก้ไอซะอีก

16. ของเหลือมีรสชาติอร่อยกว่า

หากเราเก็บรักษาอาหารเหลือกิน ปฏิกิริยาเคมีบางอย่างของมันจะยังคงเข้ามาแทนที่แบบต่อเนื่อง และโมเลกุลรสชาติใหม่ๆ ก็จะก่อตัวขึ้นมา

ยิ่งอายุมาก ยิ่งลดน้ำหนักยาก??

ยิ่งอายุมาก ยิ่งลดน้ำหนักยาก จริงหรือ

กลายเป็นข้ออ้างสำหรับคนที่มีอายุมากไปแล้ว ว่าอายุจะเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ตัวเองนั้นไม่สามารถลดน้ำหนักได้ดีเหมือนตอนที่ยังเป็นสาวอยู่ เพราะระบบการเผ่าผลาญที่ไม่เหมือนเดิม ออกกำลังไปก็มีแต่เหนื่อยเท่านั้น น้ำหนักก็ไม่เห็นจะลดลงอย่างที่ใจปรารถนาเลย
สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สาวๆรุ่นใหญ่ต้องสนใจ เพราะในความเป็นจริงแล้วสาววัย 30++ สามารถลดน้ำหนักได้ หากปฏิบัติตัวในวิธีที่ถูกต้อง แถมยังไม่ต้องเสี่ยงที่จะกลับมาอ้วนซ้ำหรือเกิดพฤติกรรมโยโย่เอฟเฟล็กด้วย แต่จะมีเคล็ดลับการลดน้ำหนักสำหรับรุ่นใหญ่อย่างไรบ้างนั้น วิธีที่ได้ผลมีอยู่ในนี้แล้วค่ะ
วัยชราที่กำลังจะมาถึง ไม่ได้หมายความว่าให้เราชะลอการดูแลสุขภาพ ในทางกลับกัน ยิ่งต้องดูแลมันให้มากเข้าไปใหญ่ เพราะยิ่งอายุมาก อวัยวะภายในก็มีแต่เสื่อมลงเรื่อยๆตลอดเวลา อีกทั้งอัตราการเผาผลาญในร่างกายก็ยิ่งลดลง จากที่เคยกินน้อยๆแล้วไม่อ้วน พออายุมากขึ้น แม้จะกินอาหารเท่าเดิม แต่กลับกลายเป็นการเกิดพุงย้อยๆไปแบบไม่ทันตั้งตัว สำหรับคนที่ยอมไม่ได้ทีจะเห็นร่างกายของตัวเองเสื่อมลงเช่นนี้ มาเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยวิธีการต่อไปนี้กันได้เลยค่ะ

ข้อ 1. ช้าแต่ชัวร์

ช้าในที่นี้คือ เวลาในการรับประทานอาหารให้พยายามทานอาหารอย่างน้อย 20 นาทีต่อจาน โดยให้เคี้ยวให้ละเอียด อย่าเร่งรีบจนเกินไป เพราะเวลาที่เราค่อยๆรับประทานอาหาร จะทำให้เลือดส่งน้ำตาลไปเลี้ยงสมองในระหว่างที่กำลังรับประทานทานอยู่ได้อย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญจะทำให้ไม่รู้สึกอิ่มมากเกินไป และไม่เหลือสะสมเป็นก้อนไขมันด้วย

ข้อ 2. สารต้านอนุมูลอิสระช่วยได้

อาหารที่ครบ 5 หมู่ยังไม่พอสำหรับคนที่เริ่มมีอายุมากขึ้น เพราะร่างกายต้องการสารต้านอนุมูลอิสระด้วย ซึ่งสารตัวนี้จะมีอยู่อาหารประเภท ผักและผลไม้ โดยเฉพาะผักหรือผลไม้ที่มีสีม่วงหรือแดงเข้ม เช่น สตอรเบอร์รี่ มัลเบอร์รี่ เป็นต้น ดังนั้น ต้องเลือดรับประทานผักหรือผลไม้ให้ถูกชนิดและมีความหลากหลายด้วย เพื่อเติมอีกนิดเรื่องการลดปริมาณคาร์โบไฮเดรตในมื้อเย็น แล้วเน้นทานใยอาหารหรือโปรตีนทดแทน

ข้อ 3. อย่าหักโหมลดน้ำหนัก

แม้ว่าน้ำหนักจะโดดขึ้นมาเท่าไหร่ อย่าคิดว่ายิ่งออกกำลังกายเยอะ จะยิ่งทำให้สามารถลดน้ำหนักได้เร็ว เพราะเมื่ออายุเข้าหลักสามเมื่อไหร่ การหายไปของน้ำหนักจะส่งผลโดยตรงกับความเหี่ยวย่นของใบหน้า ดังนั้น ยิ่งออกกำลังกายแบบหักโหมมากเท่าไหร่ น้ำหนักที่ลดลงอย่างรวดเร็วจะดึงใบหน้าของคุณให้เหี่ยวลงแบบไม่รู้ตัว ฉะนั้น ต้องค่อยๆออกกำลังกายทีละน้อยๆ เพื่อให้ร่างกายค่อยๆปรับตัว เพราะเรานะไม่ใช่เด็กแล้วนะ
ยิ่งอายุมาก ยิ่งลดน้ำหนักยาก จริงหรือ — ภาพจาก : https://www.idiva.com/news-health/10-best-exercises-for-older-women/19666

ข้อ 4. มือใหม่อย่ารีบร้อน

สำหรับคนที่ไม่เคยออกกำลังกายเลยหรือกำลังจะเริ่มออกกำลังกายในช่วงที่มีอายุเริ่มมากขึ้นแล้ว สิ่งที่อยากแนะนำ คือ ต้องเริ่มต้นออกกำลังกายแบบเบาๆก่อน ไม่ใช่เริ่มต้นด้วยการวิ่งมาราธอน ตัวอย่างการออกกำลังเบาๆ เช่น การเดินต่อเนื่อง 15 นาที การแกว่งแขนที่บ้าน การว่ายน้ำ เป็นต้น เมื่อร่างกายเริ่มปรับตัว จึงค่อย ๆ เพิ่มเวลาขึ้นเรื่อย ๆ หรือเพิ่มความหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ

ข้อ 5 . เน้นการออกกำลังกายส่วนท้อง

ต่อเนื่องจากข้อ 4 นอกจากการออกกำลังกายแบบแอโรบิกที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอแล้ว ให้เพิ่มการออกกำลังที่เน้นเฉพาะส่วนด้วย โดยส่วนที่ต้องเน้นมากที่สุด คือ หน้าท้อง เนื่องจากวัยนี้เป็นวัยที่เริ่มมีการสะสมของไขมันที่หน้าท้องปริมาณมาก

ข้อ 6. อย่าเครียดมากเกินไป

ความเครียดอาจจะทำให้ร่างกายอ้วนขึ้นได้ ดังนั้น ควรหางานอดิเรกสนุก ๆ ไว้ทำ หรือหาเวลาพักผ่อน เพื่อผ่อนคลายตัวเองเสียบ้าง พยายามหัวเราะให้บ่อยขึ้น เพราะการหัวเราะช่วยลดทั้งความเครียด และช่วยบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องได้

ข้อ 7. จิบกาแฟก่อนออกกำลังกาย

เป็นเรื่องที่คุณควรรู้ว่าการจิบกาแฟเล็กน้อยก่อนออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานได้ดีมากขึ้น แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องจิบกาแฟก่อนออกวิ่งสักประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วจึงค่อยออกกำลังกาย เพราะการทำแบบนี้จะช่วยให้การออกกำลังกายมีประโยชน์มากขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน
ยิ่งอายุมาก ยิ่งลดน้ำหนักยาก จริงหรือ — ภาพจาก : http://www.drjanet.com/blog/2018/04/15/are-you-too-old-to-exercise/
จากทั้งหมด 9 ข้อ ที่กล่าวมาข้างต้นน่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยทำให้คุณประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักได้ ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้เด็กเหมือนที่ผ่านมาแล้วก็ตาม จำไว้ว่ายิ่งอายุจะมากขึ้นเท่าไหร่ การลดน้ำหนักก็ยิ่งเป็นไปได้ยาก แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นไปไม่ได้ ขอเพียงแค่ตั้งใจจริงและไม่ย่อท้อต่อเป้าหมายที่ตั้งไว้ไปเสียก่อน ไม่ว่าจะอายุมากแค่ไหนก็สามารถมีสุขภาพดีได้ทุกคน เพราะยิ่งดูแลตัวเองดีๆไปได้นานๆ คุณก็ยังสามารถอยู่ยงคงกะพันเป็นสาวสวยไปได้อีกหลายสิบปี
เริ่มต้นดูแลตัวเองตังแต่วันนี้ แม้ว่าจะมีเวลาว่างน้อยลง แต่ทุกคนมีเวลา 1 วัน เท่ากันและสามารถทำอะไรก็ได้ในเวลาที่มี ดังนั้น อย่าลืมที่จะแบ่งความรับผิดชอบเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวอย่างเหมาะสม และหันมาใช้เวลากับการออกกำลังกายให้มากขึ้นกว่าเดิมอีกสักหน่อย แค่คุณเริ่มต้นคิดที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองง่ายๆตั้งแต่วันนี้ หุ่นก็จะดีตลอดไปได้อย่างแน่นอน

สุขภาพน่ารู้ ภัยจากน้ำยาเปลี่ยนสีผม

การเปลี่ยนสีผมถือเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงและพัฒนาบุคลิกภาพของคุณให้ดูดีขึ้นได้ ซึ่งต่างคนก็ต่างมีจุดประสงค์ในการย้อมผมที่แตกต่างกัน บ้างก็ย้อมเพื่อกลบผมขาว หรือบ้างก็ย้อมเพื่อตามแฟชั่น ในปัจจุบันจึงอาจสังเกตได้ว่ามียาย้อมผมว่าขายกันเกลื่อนท้องตลาด ซึ่งก็ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อหนังศีรษะของคนเราไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว
ภาพจาก : http://www.sheknows.com/beauty-and-style/articles/949145/splurge-or-save-should-you-dye-your-own-hair-or-go-to-a-salon
ผลิตภัณฑ์สำหรับย้อมสีผมสามารถแบ่งออกได้ 3 กลุ่ม ตามความคงทนในการติดสี ได้แก่ ยาย้อมผมชนิดชั่วคราว ที่โมเลกุลของสีจะเคลือบอยู่บนเส้นผมเท่านั้น สีชนิดนี้จะหลุดออกง่ายด้วยการสระผมเพียงหนึ่งหรือสองครั้ง อีกชนิดคือ ยาย้อมผมชนิดกึ่งถาวร โมเลกุลสีของยาย้อมผมชนิดนี้จะมีขนาดเล็กกว่าแบบแรกทำให้สามารถซึมผ่านเข้าไปถึงชั้นกลางของเส้นผมได้ สีจะคงทนได้นานประมาณ 3-5 สัปดาห์ และชนิดสุดท้ายคือยาย้อมผมชนิดถาวร สีจากยาย้อมผมชนิดนี้จะติดทนบนเส้นผมนานที่สุด ซึ่งยาย้อมผมชนิดถาวรนี้สามารถแบ่งย่อยได้อีก 2 ชนิด คือ ยาชนิดเคลือบสีผม และยาชนิดซึมเข้าเส้นผม
ทั้งนี้ในยาย้อมผมจำเป็นต้องประกอบไปด้วยสารเคมีชนิดต่างๆเพื่อให้มีความสามารถในการเปลี่ยนสีผมได้ ตัวอย่างของสารเคมีที่มีผลต่อสุขภาพหนังศีรษะ เช่น สารพาราโทลูอีนไดอะมีน (p-Toluenediamine, PTD) สารตัวนี้ทำหน้าที่สำคัญโดยการเป็นสีที่ใช้ในการเปลี่ยนสีผม มีลักษณะเป็นแผ่นหรือเป็นผลึกที่ไม่มีสี สารนี้อาจส่งผลให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังและตาได้ สารอีกชนิดที่มีอันตรายค่อนข้างมากก็คือ พาราฟีนิลีนไดอะมีน (p-Phenylenediamine, PPD) สารตัวนี้มีลักษณะเป็นผลึกสีขาวหรือแดง และสีจะเข้มขึ้นเป็นสีน้ำเงินอมดำเมื่อสัมผัสอากาศเนื่องมาจากสารตัวนี้มีคุณสมบัติในการเป็นตัวรีดิวซ์อย่างรุนแรง หากแพ้มักมีอาการหน้าบวม คอบวม เกิดผื่นแดง ผิวหนังอักเสบ เยื่อบุตาอักเสบ ไอ จาม วิงเวียนหรือหายใจไม่ออก
เนื่องจากความอันตรายที่ค่อนข้างสูงของยาย้อมสีผม ดังนั้นหากใครคิดจะใช้ควรศึกษาวิธีใช้และผลกระทบให้ดีเสียก่อน และควรหลีกเลี่ยงการย้อมผมหากมีแผลบนหนังศีรษะ เพื่อให้สีผมใหม่ของคุณสวยและความปลอดภัยไร้กังวล

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.sheknows.com/beauty-and-style/articles/949145/splurge-or-save-should-you-dye-your-own-hair-or-go-to-a-salon

[ต้อลม] ภัยร้ายที่มากับลมเย็น

ปัญหาเกี่ยวกับตา เป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่ากลัว และเป็นเรื่องที่ต้องรีบแก้ไขโดยด่วย เพราะหากปล่อยไว้นานไป จากปัญหาเล็กๆก็จะขยายเป็นปัญหาใหญ่ จนในที่สุดอาจจะต้องสูญเสียการมองเห็นไปได้
    หนึ่งในปัญหาโรคตาที่คนส่วนใหญ่เป็นกันอยู่แต่ไม่ค่อยจะรู้ตัว ก็คือ “โรคต้อลม” เป็นโรคที่เกิดขึ้นเมื่อดวงตาต้องสัมผัสกับลมแรงๆเป็นเวลานานๆ สะสมไปเรื่อยๆจนกลายเป็นปัญหาในที่สุด มาเรียนรู้ถึงสาเหตุหรือวิธีการป้องกัน รวมถึงวิธีการรักษาโรคนี้กันดีกว่าค่ะ เพื่อดวงตาที่สดใสไปนานๆ

 โรคต้อลม เป็นโรคต้อประเภทหนึ่งที่เกิดขึ้นกับดวงตา เกิดขึ้นเนื่องจากการเสื่อมสภาพของเยื่อบุตาขาว โดยจะมีลักษณะเป็นก้อนเนื้อขนาดเล็ก นูนๆ สีขาวหรือสีเหลืองเกิดขึ้นอยู่บริเวณเยื่อบุตาขาว และมักพบก้อนเนื้อนี้บ่อยๆบริเวณหัวตามากกว่าบริเวณหางตา ก้อนเนื้อที่ว่านี้ไม่ใช่เนื้องอกหรือไม่ใช่เนื้อร้ายที่จะก่อให้เกิดมะเร็ง อย่างไรก็ตาม หากไม่ได้รับการป้องกันหรือรักษาอย่างถูกวิธี จากก้อนเนื้อก็อาจจะลุกลามจนกลายเป็นแผ่นเนื้อขนาดใหญ่แผ่ขยายเข้ามาในบริเวณกระจกตาดำ หรือที่เรียกกันว่า “ต้อลม” ได้ในที่สุด
การมีต้อเกิดขึ้นที่ดวงตา จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองดวงตาได้ง่ายกว่าปกติ อย่างไรก็ตาม โรคนี้ไม่ได้ทำให้เกิดอาการตามัวหรือตาบอดแต่อย่างใด ไม่เหมือนกับต้อชนิดอื่นๆ
    คราวนี้มาดูสาเหตุของการเกิดโรคกันบ้าง
    แม้จะชื่อว่าต้อลม แต่ต้อประเภทนี้ไม่ได้มีสาเหตุมาจากลมเพียงอย่างเดียว แต่สาเหตุของโรคโดยส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นจาก การได้รับรังสีอัลตราไวโอเลต (รังสี UV) การสัมผัสกับลม ฝุ่น ควัน
และความร้อน
รวมๆกันหลายๆปัจจัย สิ่งเหล่านี้จะทำให้ดวงตาเกิดความระคายเคืองของเยื่อบุตาขาว และพัฒนาเป็นโรคต้อลมในที่สุด    1. คนที่ชอบขี่มอเตอร์ไซค์ ควรเลือกใส่หมวกกันนอคแบบที่มีกระจกบังข้างหน้า หรือสวมแว่นตาเพื่อป้องกันลม    2. สำหรับคนทั่วไปเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับลมแรงๆหรือแสงแดดจ้า ควรสวมใส่แว่นกันแดดเป็นประจำเพื่อช่วยป้องกันแสงหรือลมที่ปะทะเข้าใบหน้า    3. ดื่มน้ำให้มากๆ    4. ใช้ยาหยอดตา    5. การผ่าตัด

    และเนื่องจากโรคต้อลมเป็นโรคที่ต้องเกิดจากการสะสมของการระคายเคืองดวงตา จึงไม่ใช่โรคที่พบแบบเฉียบพลัน โรคต้อลมมักจะเกิดขึ้นในคนที่อายุมากประมาณ 30 ปีขึ้นไป เพราะโรคนี้จะต้องมีการสะสมอาการไปก่อนสักระยะหนึ่ง
    คนส่วนใหญ่ที่มักเกิดโรคนี้จะต้องเป็นคนที่ดวงตาสัมผัสกับลมหรือฝุ่นอยู่บ่อยๆเกือบตลอดเวลา ดังนั้น จึงน่าแปลกใจที่ชาวนาชาวไร่ หรือคนขี่รักการขี่มอเตอร์ไซค์ จะพบโรคนี้เป็นส่วนใหญ่
    สายลมที่ปะทะใบหน้าอาจช่วยลดความร้อนของอากาศได้ แต่การประทะกับลมตลอดเวลาไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเลย นอกจากนี้ คนทั่วไปก็มีสิทธิเป็นโรคนี้ได้เช่นกัน โดยเฉพาะคนที่ชอบเอาหน้าไปอังพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศ ซึ่งความแรงของลมจะเป็นอันตรายต่อดวงตาที่บอบบางได้ หากไม่ต้องการให้เป็นเช่นนี้คุณจะต้องรู้จักวิธีการป้องกันและแก้ไขที่ถูกต้อง ดังต่อไปนี้

ภาพจาก : http://www.motorival.com/pinguecula/ [ต้อลม] ภัยร้ายที่มากับลมเย็น

ทั้งนี้เพราะการขับรถมอเตอร์ไซค์จะต้องพบเจอกับอะไรมากมายระหว่างการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็น ฝุ่น ควัน แสงแดด หรือรังสี UV ที่อาจจะส่งผลให้เรารู้สึกแสบตา ระคายเคือง และเกิดอาการอื่นๆได้อีกมากมาย ซึ่งเราจะไม่สามารถป้องกันตัวเองได้หากไม่สวมใส่อุปกรณ์เหล่านี้

การดื่มน้ำที่มากเพียงพอจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ดวงตาได้เป็นอย่างดี ทำให้ดวงตาไม่แห้ง และช่วยลดการระคายเคืองได้
สำหรับผู้ที่เป็นต้อลมหากมีอาการเคืองตา น้ำตาไหล ตาแดงอักเสบ จักษุแพทย์จะพิจารณาให้ใช้ยาหยอดตา เพื่อบรรเทาอาการดังกล่าวได่ อย่างไรก็ตาม ยาหยอดตาไม่สามารถทำให้ต้อลมที่มีหายไปได้ แค่เพียงลดการอักเสบเท่านั้นโดยทั่วไปแล้ว โรคต้อลมไม่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดหากมีขนาดเล็กและไม่มีอาการที่เป็นภาวะอันตราย เพราะต้อลมไม่ได้ทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็น แต่อาจพิจารณาการผ่าตัดเฉพาะในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการระคายเคืองหรืออักเสบบ่อยๆ และลองได้รับการรักษาด้วยยาหยอดตาไปแล้ว แต่อาการไม่ทุเลาลง
    จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นได้ว่าโรคต้อลมไม่ใช่โรคที่เป็นอันตรายร้ายแรงเท่ากับโรคต้อกระจก ต้อเนื้อ ต้อหิน หรือต้ออื่นๆ เพราะไม่ได้เป็นโรคที่ทำให้คุณตาบอด เพียงแต่จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองของดวงตา อาการที่เกิดขึ้นนี้อาจจะสร้างความรำคาญใจให้คุณได้ตลอดเวลา ซึ่งก็คงไม่ใช่เรื่องดีที่จะปล่อยมันทิ้งไว้ให้เป็นเช่นนี้
ใครคนไหนที่เริ่มรู้ตัวแล้วว่าตัวเองมีความเสี่ยงที่จะเป็นต้อลม เนื่องจากใช้ชีวิตที่เสี่ยงกับการตากลมอยู่บ่อยครั้ง ก็พยายามหาอุปกรณ์ป้องกันดวงตา เช่น แว่นตา หมวกกันนอคที่มีฝาปิดข้างหน้ามาสวมใส่ไว้ทุกครั้ง ที่สำคัญลองเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจสอบดวงตาของคุณดูบ้าง ว่าการมองเห็นยังชัดเจนเหมือนแต่ก่อนหรือไม่ เพราะการตรวจร่างกายอาจจะทำให้คุณตรวจพบโรคที่คุณคาดไม่ถึงได้ และถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาจริงจะได้แก้ไขได้อย่างถูกต้อง และทันเวลา เพียงเท่านี้คุณก็จะปลอดภัยและมีดวงตาที่มองเห็นได้อย่างชัดเจนตลอดไปแล้ว

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://www.motorival.com/pinguecula/ [ต้อลม] ภัยร้ายที่มากับลมเย็น

ข้อคิดเห็นจากเครือข่าย TKP

 
Copyright © 2018 ศูนย์ข้อมูลความรู้ประชาชนจังหวัดแพร่. Designed by OddThemes > Developed by mediathailand