TKP HEADLINE

Showing posts with label 08.อาหารประจำถิ่น. Show all posts
Showing posts with label 08.อาหารประจำถิ่น. Show all posts

ครูอาสาสมัครโซนตะวันตก ยำหน่อไม้

ยำหน่อไม้

ส่วนผสม

  1. หน่อไม้ไร่ต้มจืดแล้ว ½ กก
  2. พริกสด 15 เม็ด
  3. กระเทียมย่างหรือคั่ว 2 หัว
  4. หอมแดงย่างหรือคั่ว 10 หัว
  5. ใบขิงซอย 6 ใบ
  6. น้ำปู๋ 1 ช้อนแกง
  7. เกลือเล็กน้อย
  8. น้ำปลาเล็กน้อย
  9. ผักชีและต้นหอมซอย อ่านเพิ่มเติม





ครูอาสาสมัครโซนตะวันตก ส้างวม

ส้างวม

ส้างวม
เป็นอาหารประเภทปรุงโดยการส้า ใช้งวมฝักอ่อนล้างสะอาดซอยหั่นเป็นฝอย ผักกาดขาวล้างสะอาดซอยเป็นฝอย ใส่ปลาทูหรือปลาสดก็ได้ ต้มให้สุกแกะเอาแต่เนื้อโขลกรวมกับน้ำพริก มีเครื่องปรุง คือ พริกแห้งผิงพอหอม ข่า กระเทียม เกลือ ต้มน้ำปลาร้า ไข่ต้มสุก หอมซอย นำงวม น้ำพริก น้ำปลาร้าผสมให้เข้ากัน ใส่ไข่ต้ม ต้นหอมผักชี คนให้เข้ากัน อนึ่งส้างวมนี้เป็นอาหารที่นิยมรับประทานกันในชีวิตประจำวันของชาวจังหวัดแพร่เท่านั้น


ครูอาสาสมัครโซนเหนือ แกงแค

แกงแค

แกงแค เป็นแกงที่ประกอบด้วยผักหลายชนิด และมีเนื้อสัตว์เป็นส่วนผสมด้วยหนึ่งอย่าง เรียกชื่อแกงแคตามชนิดของเนื้อสัตว์ที่นำมาเป็นส่วนผสมนั้น เช่น แกงแคไก่ แกงแคกบ แกงแคจิ๊นงัว แกงแคปลาแห้ง ผักที่เป็นส่วนผสมหลัก ส่วนใหญ่ประกอบด้วย ผักตำลึง ผักชะอม ใบชะพลู ผักชีฝรั่ง มะเขือพวง เห็ดลมอ่อน ผักเผ็ด และดอกแค

ครูอาสาสมัครโซนเหนือ น้ำพริกแมงมัน

น้ำพริกแมงมัน

น้ำพริกแมงมัน
เครื่องปรุง /ส่วนผสม
๑. พริกแห้งผิงไฟ ๗ - ๑๐ เม็ด
หัวหอม ๒ หัว กระเทียม ๑ หัว
กะปิปิ้งไฟให้สุก ๑ ช้อนชา
๒. แมงมันคั่วเด็ดปีกออกให้หมด

ครูอาสาสมัครโซนเหนือ แกงหยวก

แกงหยวก

แกงหยวก” กล้วย มีความผูกพันในวิถีชีวิตคนไทยมาอย่างช้านาน คนไทยรู้จักใช้ประโยชน์จากกล้วยได้อย่างมากมาย รวมทั้งนำมาบริโภค ซึ่งนอกจากการกินผลกันแล้ว ทางภาคเหนือยังเอาหยวกกล้วย หรือลำต้นของต้นกล้วยที่ยังไม่โตมากนัก นำแก่นกลางต้นที่ยังอ่อน ๆ มาทำประกอบอาหาร ประเภท แกง เรียกว่า “แกงหยวก” โดยส่วนใหญ่จะแกงกับไก่ ใส่วุ้นเส้น บางทีก็จะใส่เนื้อปลาย่างด้วย นิยมใช้เลี้ยงแขกในงานบุญต่าง ๆ ถ้าทำเป็นหม้อใหญ่ๆ จะไม่ใส่วุ้นเส้น เพราะเส้นจะอืดง่าย

ครูอาสาสมัครโซนเหนือ ตำกุ้ง

ตำกุ้ง

วัตถุดิบ
1. กุ้งฝอย 1 ถ้วย
2. กระเทียม 2 หัวเล็ก
3. หอมแดง 1 หัวใหญ่
4. ข่า 3 แว่น
5. มะขามเปรี้ยว พอประมาณ
6. พริกแห้ง 3 เม็ด (ใช้พริกป่น แทนได้ 1 ช้อนโต๊ะ)

ครูอาสาสมัครโซนเหนือ ยำไก่ใส่หัวปลี

ยำไก่ใส่หัวปลี

ตถุดิบ
1. หัวปลี 3 หัว 2. ไก่ 1 ตัว
3. ข่า 5 แว่น 4. กระเทียม 2 หัว
5. หอมแดง 3 หัว 6. มะแข่น 1 ช้อนโต๊ะ
7. พริกขี้หนูแห้ง 5 เม็ด 8.น้ำปลาร้า
9. ผักชีฝรั่ง,ต้นหอม, ผักชี, ใบกระพรา, ผักไผ่ พอประมาณ สำหรับโรยหน้ายำ
10. ตะไคร้ 2 ต้น 11. ขมิ้น นิดหน่อยกะพอประมาณ

ครูอาสาสมัครโซนเหนือ น้ำพริกอี่เก๋

น้ำพริกอี่เก๋




ส่วนผสม
  • มะเขือขื่น 5 ลูก
  • พริกจินดาสีแดง 10 เม็ด
  • กระเทียม 10 กลีบ
  • หอมเล็ก 2 หัว
  • ขิงอ่อน 2 แว่น
  • ปลาร้าสับอย่างดีห่อใบตองย่างจนหอม 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
  • ผักชี
  • อ่านเพิ่มเติม

กศน.ตำบลทุ่งศรี แอ็ปถั่วเน่า

แอ็ปถั่วเน่า


ถั่วเน่า เป็นอาหารพื้นบ้านชนิดหนึ่งของชาวล้านนาหรือทางภาคเหนือทำมากันตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นอาหารที่ ได้จากวิธีถนอมอาหาร ถั่วเน่าทำจากถั่วเหลืองที่ผ่านการ
ต้มสุก และปรุงรสชาติด้วยเกลือ พริกย่างป่นทิ้งไว้ 2-3 วันจนมีกลิ่นและมีสีที่เปลี่ยนไปจากเดิม และมีรสชาติเค็ม ชาวล้านนาส่วนใหญ่จะใช้ถั่วเน่าแทนกะปิ การนำถั่วเน่าที่ผ่าน
จากการหมักโดยถั่วที่เริ่มเปื่อยยุ่ย เรียกว่า “ถั่วเน่าซา” นำไปคั่วหรือผัดใส่ไข่และหอมแดง แต่ถ้านำ ถั่วเน่าซา มาโขลกหรือบดให้ละเอียดจนกลายเป็นสีไข่ไก่แล้วนิยมนำมาห่อ
ใบตองปิ้งจะเรียก “ถั่วเน่าเมอะ” และถ้านำ “ถั่วเน่าเมอะ” มาทำเป็นแผ่นวงกลมตากแห้งแล้วเป็นสีน้ำตาล ก็จะเรียก “ถั่วเน่าแข็บ ”และในปัจจุบันถั่วเน่าแข็บยังมีการพัฒนาและ
นำมาแปรรูปเป็นถั่วเน่าผง เพื่อความสะดวกในการปรุงรสของอาหาร


กศน.ตำบลทุ่งศรี ข้าวแคบ

ข้าวแคบ

ส่วนผสม และวิธีทำเหมอนทำข้าวปัน ต่างกันที่ข้าวปแคบนำไปตากแห้งไว้บนหญ้าคา
1. แป้งข้าวเหนียวที่ได้จากการโม่ หรือแป้งข้าวเหนียวสำเร็จรูป
2. เกลือ
3. งาดำ
4. น้ำเปล่า


กศน.ตำบลทุ่งศรี ข้าวปัน

ข้าวปัน


อาหารประจำถิ่นของชุมชนตำบลทุ่งศรี ที่ขึ้นชื่อเป็นที่รู้จักกันทั่วไปคือ ข้าวปัน,ข้าวแคบ และแอ็ปถั่วเน่า ซึ่งเป็นอาหารพื้นบ้านและสืบทอดสู่ลูกหลานตำบลทุ่งศรีจนถึงปัจจุบัน
อ่านเพิ่มเติม


กศน.ตำบลร้องกวาง แคบหมู

แคบหมู


แคบหมู เป็นอาหารขึ้นชื่อ ใช้รับประทานร่วมกับอาหารอื่นๆ เช่น น้ำพริก ขนมจีน ใช้เป็นส่วนผสมในการตำน้ำพริก หรือแกง เช่น แกงบอน แกงผักตำลึง (แกงผักแคบ) แกงหน่อไม้ แคบหมูมีทั้งชนิดติดมัน และไม่ติดมัน ที่เรียกกันว่า แคบหมูไร้มัน เดิม นิยมรับประทานแคบหมูเป็นอาหาร มากกว่าเป็นเครื่องแนม


น้ำฟักข้าว

ฟักข้าว คืออะไร ?

          ฟักข้าว เป็นพืชไม้เลื้อยอยู่ในวงศ์แตงกวาและมะระ มีชื่อสามัญว่า Spring Bitter Cucumber เป็นพืชที่ขึ้นตามรั้วบ้าน หรือตามต้นไม้ต่าง ๆ มีมือเกาะคล้ายกับตำลึง ใบเป็นรูปหัวใจคล้ายใบโพธิ์ ขอบใบหยักเว้าลึกเป็นแฉก 3-5 แฉก ดอกจะมีสีขาวแกมเหลือง ตรงกลางมีสีน้ำตาลแกมม่วง

ผลของฟักข้าว 2 ลักษณะ คือ ทรงกลม และทรงรี ผลกลม ๆ จะยาวประมาณ 4-6 เซนติเมตร ส่วนผลรีจะยาวประมาณ 6-10 เซนติเมตร ถ้ายังเป็นผลอ่อนอยู่ ผลจะมีสีเขียวอมเหลือง มีหนามถี่ ๆ อยู่รอบผล แต่เมื่อสุกแล้ว ผลจะมีสีแดง หรือแดงอมส้ม และหากผ่าผลฟักข้าวออกดูข้างใน ก็จะเห็นเมล็ดจำนวนมากเรียงตัวกันคล้ายเมล็ดแตง แต่ละผลหนักประมาณ 0.5-2 กิโลกรัม

          หลายคนที่อยู่ต่างจังหวัดอาจจะไม่คุ้นชื่อกับ "ฟักข้าว" แต่คุณอาจจะคุ้นกับชื่อที่เรียกกันในท้องถิ่น อย่างจังหวัดปัตตานี จะเรียก "ฟักข้าว" ว่า "ขี้กาเครือ" จังหวัดตาก จะเรียกว่า "ผักข้าว" จังหวัดแพร่ เรียก "มะข้าว" เป็นต้น

 

สรรพคุณของฟักข้าว
ผลอ่อนและใบอ่อนช่วยลดน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานได้ (ผลอ่อน, ยอดฟักข้าว)
ช่วยบำรุงปอด ช่วยแก้ฝีในปอด (เมล็ด)
ใบฟักข้าวมีรสขมเย็น มีสรรพคุณช่วยแก้ไข้ตัวร้อนได้ (ใบ)
รากช่วยถอนพิษไข้ (ราก)
ช่วยขับเสมหะ (ราก)
ช่วยแก้ท่อน้ำดีอุดตัน (เมล็ด)
ช่วยขับปัสสาวะ (เมล็ด)
ใบช่วยแก้ริดสีดวง (ใบ)
ใบนำมาตำใช้พอกแก้อาการปวดหลังได้ (ใบ)
ช่วยแก้กระดูกเดาะ (ใบ)
ช่วยแก้ข้อเข่า อาการปวดตามข้อ (ราก)
เมล็ดแก่นำมาบดให้แห้ง ผสมน้ำมันหรือน้ำส้มสายชูเล็กน้อย นำมาใช้ทาบริเวณที่มีอาการอักเสบ อาการบวม จะช่วยรักษาอาการได้ และยังช่วยรักษากลากเกลื้อน โรคผิวหนัง ผดผื่นคันต่าง ๆ อาการฟกช้ำได้อีกด้วย (เมล็ดแก่)
รากใช้ต้มดื่มช่วยถอนพิษทั้งปวง (ราก)
ใบช่วยถอนพิษอักเสบ (ใบ)
ช่วยแก้พิษ แก้ฝี (ใบ)
ช่วยแก้ฝีมะม่วง (ใบ)
ฟักข้าว สรรพคุณใบช่วยแก้หูด (ใบ)
เมล็ดฟักข้าว สามารถนำมาใช้แทนเมล็ดแสลงใจได้ (โกฐกะกลิ้ง)
ประโยชน์ของฟักข้าว
มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
ช่วยในการชะลอวัย ป้องกันการเกิดริ้วรอยแห่งวัย ปัญหาผิวแห้งกร้าน ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด
ฟักข้าวมีเบตาแคโรทีนสูงกว่าแครอท 10 เท่า และมีไลโคปีนมากกว่ามะเขือเทศ 12 เท่า !
ประโยชน์ของฟักข้าวช่วยบำรุงและรักษาสายตา ป้องกันโรคเกี่ยวกับดวงตา โรคต้อกระจก ประสาทตาเสื่อม ตาบอดตอนกลางคืน (เยื่อเมล็ด)
ช่วยป้องกันโรคหัวใจ หลอดเลือดหัวใจ โรคหัวใจขาดเลือด
ช่วยป้องกันและช่วยยับยั้งการเกิดลิ่มเลือดในเส้นเลือด
ช่วยป้องกันเส้นเลือดในสมองแตก ซึ่งเป็นสาเหตุของการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลพบว่า ฟักข้าวมีโปรตีนที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อเอดส์ (HIV) และยังช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย ซึ่งได้ทำการจดสิทธิบัตรในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ประโยชน์ของฟักข้าวกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ฟักข้าวมีฤทธิ์ในการต่อต้านมะเร็ง ไวรัส ช่วยยับยั้งระดับน้ำตาลในเลือด และยับยั้งการสังเคราะห์โปรตีน
ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหารและมะเร็งปอด
งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮานอยพบว่า น้ำมันจากเยื่อหุ้มเมล็ดของฟักข้าวมีประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งตับ
ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้
ช่วยในการขับเสมหะ ใช้กลั้วคอช่วยลดอาการเจ็บคอหรืออาการอักเสบที่ลำคอ
ฟักข้าวเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่อยู่ในระยะพักฟื้นหรือผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพ มีโรคประจำตัวหรือร่างกายอ่อนแอ
รากฟักข้าวใช้แช่น้ำสระผม ช่วยทำให้ผมดกดำขึ้น แก้ปัญหาผมร่วง แก้อาการคันหนังศีรษะ รังแค และช่วยฆ่าเหาได้อีกด้วย (ราก)
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ ได้ทำการศึกษาร่วมกันในเรื่องของการนำน้ำมันเยื่อหุ้มเมล็ดของฟักข้าวมาพัฒนาเป็นเครื่องสำอางสูตรลดเลือนริ้วรอย ซึ่งก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ จนได้รับรางวัล "IFSCC Host Society Award 2011" จากงานประชุมสมาพันธ์นักเคมีเครื่องสำอางนานาชาติ
ผลอ่อนฟักข้าวใช้ทำเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นนำไปต้มหรือนึ่งจิ้มกินกับน้ำพริก หรือนำไปใส่แกงต่าง ๆ เช่น แกงส้มลูกฟักข้าว เป็นต้น
ยอดฟักข้าวอ่อนใช้ทำเป็นอาหารก็อร่อย (กลิ่นจะคล้าย ๆ กับยอดหรือใบมะระ) เมนูฟักข้าว เช่น แกงเลียง แกงส้ม ผัดไฟแดง คั่วแค ใช้ลวกหรือต้มกินกับน้ำพริก ฯลฯ
ฟักข้าวสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายอย่าง เช่น น้ำฟักข้าว ฟักข้าวแคปซูล เป็นต้น






การทำน้ำฟักข้าว

ส่วนผสม

1        ผลฟักข้าว(เยื่อและเนื้อ)                   220  กรัม

2        น้ำเสาวรส                                              20  กรัม

3        น้ำตาลทราย                                        80  กรัม

4        น้ำเปล่า                                                 650 กรัม

5        เกลือเล็กน้อย

 วิธีทำ

1        เลือกผลฟักข้าวสุก สีส้มแดง – แดง ล้างให้สะอาด

2        ผ่ากลางผลฟักข้าวสุก ตักเอาเมล็ดออก แล้วนำมาคันแยกเนื้อไว้

3        เอาเนื้อและเยื่อ ปั้นรวมกันแล้วกรองแยกกาก

4        ต้มน้ำให้เดือด ใส่น้ำตาล  เกลือ และฟักข้าว ต้มจนสุก ขณะต้มคนบ่อยๆ และยกลง

5        ใส่รสเปรี้ยวตามต้องการ

6        บรรจุขณะร้อน รีบปิดฝาให้สนิท แล้วแช่น้ำเย็นทันที

7        เก็บไว้ในตู้เย็นในช่องธรรมดา เก็บได้นาน 10-15  วัน

(หมายเหตุ ใส่ผลไม้รสเปรี้ยวได้ทุกชนิด เช่น มะนาว มะขาม ส้ม สับปะรด)

อาหารเหนือ : ไส้อั่ว

ไส้อั่ว
หลายคนชอบกินไส้อั่วเป็นชีวิตจิตใจแต่ก็ไม่มีใครคิดจะทำกินเองหรอก เรามีวิธีทำไส้กรอกง่ายๆมาาก

ส่วนผสม เครื่องแกงไส้อั่ว

วนผสม ไส้อั่ว

1. เนื้อหมูบด 1 กิโลกรัม         2. ไส้หมู 300 กรัม

3. ใบมะกรูดซอย 50 กรัม     4. ผักชี ต้นหอม ซอย 200 กรัม

5. เชือกมัดไส้อั่ว                     6. ผงปรุงรส

7. ซอสปรุงรส                          8. น้ำมันหอย

วิธีทำ เครื่องแกงไส้อั่ว

1. โขลกรากผักชี และกระเทียมให้ละเอียด

2. ใส่พริก และเกลือ โขลกจนละเอียด (กรณีต้องการให้โขลกง่ายให้แช่พริกในน้ำเปล่าให้เปลือกนิ่มแล้วจึงนำมาโขลก และกรณีที่ไม่ต้องการให้ไส้อั่วมีรสเผ็ดให้เอาเมล็ดพริกออกใช้แต่เปลือก จะช่วยให้รสเผ็ดน้อยลง)

3. ตามด้วยหอมแดง ข่า ขมิ้น ตะไคร้ โขลกจนละเอียด

4. จะได้เครื่องแกงไส้อั่วให้ใส่กระปิ ผสมจนเครื่องแกงเป็นเนื้อเดียวกัน

วิธีทำ

 วิธีทำ ไส้อั่ว

1.คลุกเคล้าเนื้อหมูบดเข้ากันใส่เครื่องแกงไส้อั่ว 

ไส้อั่ว (Sai-Aour) : รสมือแม่นาย
September 16, 2008 at 11:36 pm by admin · Filed under อาหารบ้านนุ้ย

ส่วนผสม เครื่องแกงไส้อั่ว

1. พริกแห้ง 100 กรัม

2. ข่าหั่น 25 กรัม

3. ขมิ้นหั่น 25 กรัม

4. ตะไคร้ซอย 50 กรัม

5. หอมแดง 50 กรัม

6. กระเทียม 25 กรัม

7. รากผักชี 25 กรัม

8. กะปิ 5 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ เครื่องแกงไส้อั่ว

1. โขลกรากผักชี และกระเทียมให้ละเอียด

2. ใส่พริก และเกลือ โขลกจนละเอียด (กรณีต้องการให้โขลกง่ายให้แช่พริกในน้ำเปล่าให้เปลือกนิ่มแล้วจึงนำมาโขลก และกรณีที่ไม่ต้องการให้ไส้อั่วมีรสเผ็ดให้เอาเมล็ดพริกออกใช้แต่เปลือก จะช่วยให้รสเผ็ดน้อยลง)

3. ตามด้วยหอมแดง ข่า ขมิ้น ตะไคร้ โขลกจนละเอียด

4. จะได้เครื่องแกงไส้อั่วให้ใส่กระปิ ผสมจนเครื่องแกงเป็นเนื้อเดียวกัน

*~ แม่นายจะใช้วิธีลัดค่ะ เนื่องจากทำครั้งละมากๆ แม่นายจะเอาส่วนผสมทุกอย่างรวมกัน เว้น กระปิ~*

*~ นำส่วนผสมทุกอย่าง ลงไปบดในเครื่องบดเนื้อ แม่นายนำเครื่องบดมาช่วยทุ่นแรงแทนการตำน้ำพริกค่ะ~*

*~ นำกระปิมาผสมกับเครื่องแกงไส้อั่ว เป็นเนื้อเดียวกัน~*

ส่วนผสม ไส้อั่ว

1. เนื้อหมูบด 1 กิโลกรัม                   2. ไส้หมู 300 กรัม

3. ใบมะกรูดซอย 50 กรัม                4. ผักชี ต้นหอม ซอย 200 กรัม

5. เชือกมัดไส้อั่ว                                 6. ผงปรุงรส

7. ซอสปรุงรส                                      8. น้ำมันหอย

วิธีทำ ไส้อั่ว

1.คลุกเคล้าเนื้อหมูบดเข้ากันใส่เครื่องแกงไส้อั่ว

2. ใส่เครื่องปรุงรส ตามชอบ

3. ใส่ใบมะกรูดซอย ต้นหอมซอ

4. คลุกเคล้าส่วนผสมให้เข้ากัน

5. ล้างไส้หมูให้สะอาด โดยใส่น้ำลงในไส้ แล้วกลับด้านในออกมาด้านนอก นำไปแช่น้ำใส่เกลือ ประมาณ 10 นาที แล้วกลับด้านนอกออกเหมือนเดิม นำเชือกมัดด้านหนึ่งด้านใดของไส้ให้แน่น

6.นำส่วนผสมไส้อั่วที่คลุกเคล้าแล้วใส่ลงไปในไส้หมู ต้องไม่แน่นและหลวมจนเกินไป เมื่อใส่ส่วนผสมเต็มไส้ให้มัดปากไส้

7. นำไส้อั่วที่ได้ไปนึ่งก่อนทอด หรือย่าง ไฟอ่อนๆ

อาหารเหนือ : จิ้นส้ม


จิ้นส้ม
จิ้นส้ม หรือ แหนม ทำมาจากเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อควาย เรียกชื่อตามเนื้อสัตว์ เช่น จิ๊นส้มหมู จิ๊นส้มงัว จิ๊นส้มก้าง ปัจุจุบัน นิยมใช้เนื้อหมู บางแห่งเรียก หมูส้ม สามารถนำมารับประทานเป็นกับข้าว โดยนำไปย่างไฟทั้งห่อ เรียกว่า จิ๊นส้มหมก หรือจะนำไปปรุงอาหารได้หลายชนิด เช่น คั่วจิ๊นส้มใส่ไข่ เจียวผักปลัง และคั่วฟักเพกาอ่อน


ส่วนผสม

1.  เนื้อหมูบด 1 กิโลกรัม

2. หนังหมู 100 กรัม

3. กระเทียม 20 กลีบ

4. เกลือ 1 ช้อนโต๊ะ

5. ข้าวนึ่ง 1 ถ้วย


วิธีทำ
1. โขลกกระเทียมและเกลือป่นมาคลุกเคล้ากับหมูบด

2. ใส่ข้าวนึ่ง คลุกเคล้าให้เข้ากัน

3. ใส่หนังหมูลงคลุกเคล้าให้เข้ากัน

4. เตรียมใบตอง 8 x 10 นิ้ว นำส่วนผสมที่ได้ห่อด้วยใบตอง

5. ใช้ใบตอง 2 แผ่นห่อให้แน่น และอีก 2 แผ่นห่ออีกหนึ่งชั้น

6. กลัดใบตองด้วยไม้กลัด ทิ้งไว้ 2-3 วัน นำมารับประทาน โดยการย่างไฟ หรือนำมาปรุงอาหารได้

เคล็ดลับในการเลือกส่วนผสม

เลือกเนื้อหมูสันคอ เพราะเนื้อนุ่มและติดมันเล็กน้อย จะได้เนื้อจิ๊นส้มที่อร่อย

อาหารเหนือ : แกงหน่อไม้

แกงหน่อไม้ มักเรียกกันว่า แกงหน่อ ใช้หน่อไม้สดในการปรุง หน่อไม้ที่นิยมนำมาแกง ได้แก่ หน่อไม้ไผ่ตง หน่อไม้บง หน่อไม้ไล่ หน่อไม้ไผ่สีสุก บางแห่งนิยมแกงใส่กระดูกหมู หรือปลาดุก หรือปลาช่อน หรือปลาย่าง หรือแคบหมู และบางแห่งนิยมใส่น้ำปูลงไปในถ้วยแกง เพื่อเพิ่มรสชาติของน้ำแกง


ส่วนผสม

1.  หน่อไม้สดหั่นบาง 2 ถ้วย

2. ชะพลู 10 ใบ

3. ชะอมเด็ด 1 ถ้วย

4. ย่านาง 5 ใบ

เครื่องแกง

1. พริกขี้หนู 10 เม็ด

2. กระเทียม 10 กลีบ

3. หอมแดง 5 หัว

4. ตะไคร้ซอย 1 ช้อนโต๊ะ

5. กะปิ 1 ช้อนชา

6. ปลาร้าต้มสุก 1 ช้อนโต๊ะ

7. เกลือ 1/2 ช้อนชา

วิธีทำ
1. หน่อไม้แกะเปลือกออก หั่นบางๆ นำไปต้มให้สุก จนมีรสหวาน

2. โขลกใบย่านางให้ละเอียด นำไปคั้นเอาแต่น้ำ ใส่ลงในหม้อต้มหน่อไม้

3. โขลกเครื่องแกงรวมกันให้ละเอียด

4. ใส่เครื่องแกงลงในหม้อ ต้มสักพัก จนเครื่องแกงสุก

5. ใส่ผักชะอม ใบชะพลู ปรุงรสตามชอบ

เคล็ดลับในการปรุง/เลือกส่วนผสม
เคล็ดลับในการปรุง

การต้มหน่อไม้ ให้ใส่หน่อไม้ในขณะที่เริ่มตั้งหม้อ เมื่อหน่อไม้สุกแล้ว จะช่วยลดความเฝื่อนของหน่อไม้ได้

การใส่น้ำใบย่านาง จะช่วยให้แกงมีรสชาติกลมกล่อม

เคล็ดลับในการเลือกส่วนผสม

เลือกหน่อไม้ที่อ่อนและสด ถ้าเป็นหน่อไม้ไล่ แกะเปลือกออกแล้วทุบให้บุบพอแตกก่อนนำไปต้ม เครื่องแกงจะเข้าไปในเนื้อหน่อไม้

อาหารเหนือ : ลาบหมู

ลาบหมู เป็นอาหารที่นิยมทำกินกันในโอกาสพิเศษหรืองานเลี้ยงหรือในเทศกาลต่างๆ ส่วนประกอบหลักของลาบหมู คือเนื้อหมูสด นำมาสับให้ละเอียดคลุกเคล้ากับเลือดสดและเครื่องในต้มหั่นซอย ปรุงด้วยเครื่องปรุงอันประกอบด้วยพริกแห้งเผา และเครื่องเทศต่างๆ ลาบกินกับผักสดนานาชนิด โดยเฉพาะประเภทสมุนไพรที่มีกลิ่นหอมแรง และเรียกผักที่นำมากินกับลาบว่า ผักกับลาบ ปัจจุบัน นิยมรับประทานลาบหมู มากกว่าลาบวัว ลาบควาย ลาบที่ยังไม่สุก เรียกว่า ลาบดิบ ถ้าต้องการรับประทานแบบสุก ก็นำไปคั่วกับน้ำมันพืชเล็กน้อย หรือไม่ใส่น้ำมันก็ได้ตามชอบ เรียกว่า ลาบคั่ว






ส่วนผสม

1.  เนื้อหมูสันใน 300 กรัม

2. เครื่องในหมู 200 กรัม

3. เลือดหมู 1/2 ถ้วย

4. ผักไผ่ 2 ช้อนโต๊ะ

5. พริกลาบ 3 ช้อนโต๊ะ

6. กระเทียมเจียว 1 ช้อนโต๊ะ

7. พริกขี้หนูแห้งทอด 5 เม็ด

เครื่องเคียง

1. ปีบ

2. กระถิน

3. ผักกาดขาว

4. ผักกาดกวางตุ้ง

5. มะเขือเปราะ

6. ยอดมะกอก

7. เล็บครุฑ

8. ผักคาวตอง

วิธีทำ
1. หั่นเนื้อหมูเป็นชิ้นเล็กๆ

2. สับหมู ขณะที่สับให้ใส่เลือดหมูลงสับด้วยทีละน้อย

3. สับหมู จนกระทั่งหมูละเอียดและนิ่ม

4. หั่นเครื่องในหมูต้มและหนังหมูต้มเป็นชิ้นบางๆ

5. ผสมเลือดหมู น้ำต้มเครื่องในหมู พริกลาบ คนให้เข้ากัน

6. ใส่หมูสับละเอียดลงคลุกเคล้าให้เข้ากัน

7. ใส่เครื่องในหมูและหนังหมู

8. ใส่ผักไผ่ซอย และผักชีต้นหอมซอย คลุกเคล้าให้เข้ากัน

เคล็ดลับในการปรุง/เลือกส่วนผสม
การใช้พริกลาบกับเนื้อหมู ไก่ ปลา จะใช้ พริกลาบสูตรเดียวกัน ขึ้นอยู่กับปริมาณเนื้อที่จะนำมาทำลาบ เช่น น้ำหนักหมู 1 กิโลกรัม การใช้พริกลาบประมาณ 4-5 ช้อนโต๊ะ เพิ่มหรือลดตามความชอบเผ็ดมากหรือเผ็ดน้อย

อาหารเหนือ : หลามบอน

หลามบอน มีวิธีการทำคล้ายกับแกงบอน แต่ทำให้สุกโดยใส่ลงกระบอกไม้ไผ่ นำมาเผากับถ่านไม้ และไม่ผัดเครื่อแกงกับน้ำมันพืช

ส่วนผสม

1.  บอนต้นอ่อน 500 กรัม

2. ใบมะกรูด 5 ใบ

เครื่องแกง

1. พริกแห้ง 15 เม็ด

2. หอมแดง 7 หัว

3. ข่าหั่น 1 ช้อนโต๊ะ

4. ตะไคร้หั่น 2 ช้อนโต๊ะ

5. เม็ดผักชี 1 ช้อนโต๊ะ

6. เกลือ





วิธีทำ
1. ปอกเปลือกบอน หั่นเป็นท่อน ล้างน้ำ นำไปนึ่ง นึ่งให้สุกจนเละ ประมาณ 30 นาที พักไว้

2. โขลกเครื่องแกงรวมกันให้ละเอียด

3. ผสมเครื่องแกงกับบอนนึ่งคนให้เข้ากัน

4. ใส่ส่วนผสมลงในกระบอกไม้ไผ่

5. นำไปย่างไฟ คอยเติมน้ำ ใช้ไม้คนไปมา

6. เมื่อหลามบอนสุกแล้ว ผ่าครึ่งกระบอกไม้ไผ่ นำมารับประทานได้

เคล็ดลับในการปรุง/เลือกส่วนผสม
การย่างหลามบอนกับเตาถ่าน ต้องคอยใส่น้ำ และใช้ไม้คนตลอดเวลา เพื่อให้ส่วนผสมเข้ากัน

กศน.ตำบลห้วยโรง แกงแคไก่

แกงแคไก่

แกงแคไก่ เป็นเมนูยอดนิยมของชาวบ้าน ตำบลห้วยโรง อีก 1 เมนู ที่ขาดมิได้ เรียกว่าแทบจะทุกบ้านจะต้องแกงแคไก่ เนื่องจากเป็นแกงที่ใส่ผักหลากหลายชนิด และผักที่หาได้นั้น มักได้จากการเก็บผักตามรั่วบ้าน หรือแปลงท้องทุ่งนาของเขาเอง บวกกับการเลี้ยงไก่บ้าน จึงเป็นเรื่องง่ายต่อการนำวัตถุดิบมาแกงปรุงรสเป็นแกงได้แล้ว

วิธีทำ

1. สับไก่เป็นชิ้นพอคำ
2. เด็ดหรือหั่นผักทุกชนิด ล้างให้สะอาด พักไว้
3. โขลกเครื่องแกงรวมกันให้ละเอียด
4. เจียวกระเทียมที่สับแล้วพอเหลือง ใส่เครื่องแกงลงผัดให้หอม
5. ใส่ไก่ ผัดไก่ให้สุก
6. ใส่น้ำพอท่วมไก่ ตั้งต่อให้เดือด
7. ใส่ผักสุกยาก ตามด้วยผักที่สุกง่าย คนให้เข้ากัน พอผักสุก ยกลง




กศน.ตำบลห้วยโรง แกงหน่อไม้

แกงหน่อไม้

ส่วนผสม

  1. พริกขี้หนูสด ¼ ถ้วย
  2. หอมแดง ½ ถ้วย
  3. เกลือสมุทร 1 ช้อนโต๊ะ
  4. หน่อไม้ไผ่ตง 200 กรัม
  5. น้ำเปล่า 2 ถ้วย
  6. น้ำใบย่านาง 2 ถ้วย
  7. ชะอมเด็ด 1 ถ้วย
  8. เห็ดฟาง 1 ถ้วย
  9. ใบแมงลักเด็ด 1 ถ้วย
  10. น้ำปลาร้า ½ ถ้วย
  11. น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
  12. ฟักทอง 2 ถ้วย
  13. ตะไคร้หั่นท่อน 2 ต้น
  14. ข้าวเบือ(ข้าวเหนียวแช่น้ำทิ้งไว้ แล้วเอามาตำให้แหลก) 2 ช้อนโต๊ะ

ส่วนผสมพริกแกง

  1. พริกขี้หนูสด ¼ ถ้วย
  2. หอมแดง ½ ถ้วย
  3. เกลือสมุทร 1 ช้อนโต๊ะ อ่านเพิ่มเติม













ข้อคิดเห็นจากเครือข่าย TKP

 
Copyright © 2018 ศูนย์ข้อมูลความรู้ประชาชนจังหวัดแพร่. Designed by OddThemes > Developed by mediathailand